Showing posts with label Travel. Show all posts
Showing posts with label Travel. Show all posts

Sunday, March 6, 2016

เที่ยวโฮจิมินต์ซิตี้ สักการะ วัดได๋นาม (Đại Nam Văn Hiến Temple)

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปทำงานที่เวียดนาม
วันหยุดสุดสัปดาห์ ก็เลยได้แวะเที่ยวในโฮจิมินต์ซิตี้ ก่อนกลับบ้าน
มี พี่ที่ทำงาน เป็นไกด์ นำเที่ยว พาไปไหว้พระที่วัดได๋นาม  (Đại Nam Văn Hiến Temple หรือ Golden Temple)
ซึงเป็นวัดที่ใหญ่โต อลังการมากๆ และสร้างด้วยแรงศรัทธา ของคนๆ เดียว เลย สุดยอดมาก

สถานที่ตั้ง อยู่ไม่ไกลจาก โฮจิมินต์ซิตี้ เดินทางด้วยรถยนต์ จากใจกลางเมือง ก็ไม่เกิน 1 ชม.
จริงๆ น่าจะเร็วกว่านี้ได้ แต่ถนนในเวียดนาม จำกัดความเร็ว แถมรถติดพอสมควร


ไปดูภาพมุมสูงของวัด จาก Google


ประวัติความเป็นมาคร่าวๆ วัดนี้ สร้างโดยมหาเศรษฐี ชื่อ Huỳnh Uy Dũng โดยเริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2003 การวางสถานที่ต่างๆ ก็ตามหลักฮวงจุ้ย คือ ด้านหน้าเป็นน้ำ ด้านหลังเป็นภูเขา
ที่เห็นในรูปด้านบน เป็นภูเขาใหญ่ๆ ด้านหลังวัด อันนั้นเป็น Man-made ทั้งหมด
เป็นภูเขาคอนกรีตความยาวถึง 252 เมตร ลงบันทึกใน Record ของเวียดนาม เลยทีเดียว
Concept ของวัด ทางเจ้าของแบ่ง Zone ออกเป็น เมืองมนุษย์ และเมืองสวรรค์
สะพานที่เห็นในรูปคือ สะพานเชื่อมระหว่าง เมืองมนุษย์ และเมืองสวรรค์ นั่นเอง
ไปดสถานที่จริงกันดีกว่า

ลานจำลองเมืองมนุษย์ คล้ายๆ พระราชวัง หรือ จตุรัสในประเทศจีน




ทางเข้าเมืองสรรค์






- สักการะ พระสังกัจจายน์


เซียมซีแบบจับฉลาก


มาถึง Golden Temple (จำลองเมืองสวรรค์)


จริงๆ เขาห้ามถ่ายรูปข้างใน แต่อันนี้ถ่ายจากข้างนอกเข้าไปข้างใน ถือว่าพอไหวละกันนะ

ตัว Golden Temple ภายในซึ่งดูใหญ่โตอลังการมาก
ออกแบบ โดยใช้ concept ของท้องพระโรงของจีนในสมัยโบราณ
บางคนอาจสงสัยว่าสมัยก่อน ไม่ได้มีลำโพง หรือเครื่องขยายเสียงใดๆ
ตอนหารือราชการกัน จะได้ยินกันทุกคนได้อย่างไร
ซึ่งท้องพระโรงนั้นออกแบบโดยใช้หลักการของเสียงสะท้อน และที่นี้ก็ประยุกต์ใช้หลักการเดียวกัน
พี่ไกด์ใจดี ก็แนะนำให้ไปยืนกลางท้องพระโรง แล้วลองทดสอบเสียงสะท้อนกัน
แต่ดูเหมือนสมาชิกจะไม่ค่อยกล้าพูดออกเสียงดังกันซักเท่าไหร่ เกรงใจนักท่องเที่ยวคนอื่น
ก็เลยยังไม่แน่ใจว่าจะได้ยินกันจริงรึเปล่า

ภาพพระพุทธรูปใน Golden Temple ขอใช้รูปจาก Website ของวัดละกัน


ใน Golden Temple มีจุดที่ถ่ายรูปได้ ซึ่งก็คือสิ่งนี้

ดอกไม้ (สีขาวๆ) ที่เห็นในรูป ก็คือ ดอกไม้ที่งอกทุกๆ 3000 ปี!! มีชื่อว่า Hoa ưu đàm
ใครสนใจอ่านประวัติก็ click link ตามชื่อได้เลยครับ
(พี่ไกด์เล่าอะไรเพิ่มซักอย่างเกี่ยวกับดอกไม้นี้ แต่จำไม่ได้แล้วครับ)

ออกจากตัววิหาร แล้ว ก็ไปชมทัศนียภาพด้านหลัง กันบ้าง ซึ่งก็จะประกอบด้วยเจดีย์ทองคำสูง 9 ชั้น
พร้อมด้วย Background เป็นภูเขา Man-made อย่างที่เล่าไปตอนต้น


ซึ่งตอนเริ่มสร้างวัดใหม่ๆ ก็ได้มีการติดตั้งเสียงนก  เลียนแบบธรรมชาติ และมีการ Spray น้ำเพื่อสร้างบรรยากาศ ให้เย็นสบาย
แต่พอทำไปทำมา จู่ๆ เหล่านกนางแอ่นก็หลงคิดว่าเป็นภูเขาจริงๆ
เลยมีนกนางแอ่น มาทำรัง อยู่เต็มไปหมด ทางวัดก็เลยมีรายได้จากการขายรังนกเนี่ยหล่ะ



ไปดูบรรยากาศรอบๆ


 


ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง ที่ต้องมาให้ได้ซักครั้งในเวียดนาม
โดยวัดนี้ไม่เสียค่าเข้าชมแต่อย่างใด และไม่ต้องบริจาคใดๆ ด้วย (เพราะขายรังนกเลี้ยงตัวเอง)
นอกจากวัด ทางเจ้าของก็ ได้สร้าง Theme Park ทั้ง Safari, สวนน้ำ, และเครื่องเล่นต่างๆ แต่เป้น Zone ที่ต้องเสียค่าเข้าชม
(ก็เลยไม่ได้เข้า 555 และเวลาหมดด้วย ต้องกลับ กรุงเทพฯ ซะก่อน ไว้คราวหน้ามาใหม่)

ก่อนจบ ก็มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับ ประเทศเวียดนาม
ซึ่งถือว่าเนื้อหอมมากๆ สำหรับเหล่านักลงทุน รวมทั้งเหล่า VI เมืองไทย มาฝากกันครับ
- คนใช้ รถยนต์ เพิ่มขึ้นเยอะมาก ในโฮจิมินต์ รถติด พอสมควร
- รถเกาหลี (็Hyundai) เป็นที่นิยม สาเหตุ นอกจากราคาถูก แล้ว เดาว่า ถนนหนทางในเวียดนามจำกัดความเร็ว เลยไม่รู้จะใช้รถแรงๆ ทำไม
- รถ Taxi เป็น Toyota
- อย่างไรก็ตาม รถมอเตอร์ไซค์ ยังเป็นยานพาหนะยอดฮิต มอเตอร์ไซค์เยอะจริงๆ
- ประชากรเวียดนาม ก็ตามที่ทราบกันคือ เด็กเยอะมาก ขึ้นเครื่องบินระหว่างเมือง เจอหลายครอบครัว หอบหิ้วลูกเด็กเล็กแดงขึ้นเครื่องกันเยอะเลย
- ร้านสะดวกซื้อ (convenient store) ก็ดูแล้วยังเป็นอารมณ์ร้านโชว์ห่วยอยู่ มีที่เป็น Chain บ้าง แต่ยังไม่ได้ Advance ขนาด 7-11 ในบ้านเรา หรือญี่ปุ่น
- คนเวียดนาม แสวงหาความเจริญก้าวหน้า ในหน้าที่การงาน แบบว่ากระตือรือร้น ดีมาก
- สนามบินโฮจิมินต์ ดูเหมือนจะเล็กเกินไปแล้ว นักท่องเที่ยว และนักธุรกิจ เต็มเมือง ได้ข่าวว่าที่ฮานอยสนามบินใหม่ใหญ่โต ทีเดียว
- เจอคน นักธุรกิจชาว ญี่ปุ่น นั่งเครื่องบิน ไป-กลับ ไทย-เวียดนาม เยอะเหมือนกัน, ส่วนฝรั่ง เหมือนจะไปเที่ยวกันมากกว่า (ฺBackpacker)
- เที่ยวบินขากลับ นั่ง TG ต้องขอชมว่า บริการได้แย่มากๆ เพลียจริงๆ (เอ๊ะ ชมหรือด่า...)



Friday, December 18, 2015

Miniso ร้าน 100 เยน สัญชาติจีน แต่หัวใจญี่ปุ่น??

ไปจีนรอบนี้ เจอร้านขายของ Style ร้าน 100 เยน ร้านนึง ที่มีชื่อว่า "Miniso"

ตัวร้านตั้งอยู่ชั้นใต้ดิน ของห้าง ใจกลางเมือง ซึ่งเมืองที่ผมไปก็ถือว่าเป็นเมืองเล็กๆ ในจีน
แต่ห้างหรู ที่ขายแต่ของแบรนด์เนม หรูหรา และ ราคาพอๆกับในไทยทีเดียว
จะมีก็แต่ชั้นใต้ดินของห้าง ที่มีสินค้าที่ราคาพอซื้อหาได้หน่อย

*รูปร้าน Miniso จาก website พอดี shop เพลิน ไม่ได้ถ่ายรูปร้านมา แต่สไตล์ประมาณนี้หล่ะ

จริงๆ แล้วชั้นใต้ดินของห้างนี้ ก็มีร้านสไตล์ร้าน 100 เยน อยู่หลายร้านเหมือนกัน
แต่สิ่งที่ทำให้ร้าน Miniso ดูเตะตาก็คือ กลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่น
เริ่มตั้งแต่ Logo ร้าน, การตกแต่งร้าน, การจัดวางสินค้า, และที่สำคัญก็คือ ตัวสินค้าเอง
ซึ่งร้าน Miniso เป็นร้านขายสินค้าจำพวก Lifestyle trend 
ที่มีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 10 หยวน (ประมาณ 55 บาท)
และสูงสุดน่าจะไม่ประมาณ 100 หยวน (550 บาท)  
ซึ่งตัวสินค้าเองก็มีรูปแบบการ Design แบบ Minimalist คือ เรียบง่าย แต่มี Style
ที่มากไปกว่านั้นก็คือ ที่ป้ายราคาสินค้า มีราคาที่เป็นเงินเยน กำกับอยู่ด้วย เทียบกับเงินหยวน ให้ดูเลย
ลองดู ตย. ป้ายราคา (เป็นหมอนหนุนคอ)

ซึ่งพอเราเห็นว่าสินค้าขายที่ญี่ปุ่นด้วย
สมองก็เกิดสั่งการให้เกิดความเชื่อมั่นในตัวสินค้าขึ้นมานิดๆ
ประกอบกับราคาสินค้า ก็ไม่ได้แพงมาก 
(บางชิ้นเข้าขั้นราคาถูก เทียบกับสินค้าจีน ที่นำเข้ามาขายในไทย)
ก็เลยจัดไปหลายอย่างเหมือนกัน
ที่ชอบใจก็ Rubic ลื่นมากๆ อันละ 50 บาท (ในไทยลื่นๆ แบบนี้ขายแพงมาก น่าจะหลายร้อย)
พวกอุปกรณ์อิเลกทรอนิคส์ เช่น power bank ก็ซื้อมาเหมือนกัน ราคาประมาณ 400 บาท 8000 mAh 
(ต้องรอดูว่าใช้ได้นานแค่ไหน)
และในร้าน ยังขายสินค้า อื่นๆ อีกมาก ทั้งพวกเครื่องสำอาง, และข้าวของเครื่องใช้สไตล์ร้าน 100 เยน

พอกลับมาไทย เลยลอง Search หาข้อมูลร้านดู (คิดน่าจะมาเปิดในไทยบ้าง)
ก็พบความจริง เกี่ยวกับกลยุทธ์ ของร้าน Miniso กันแบบถึงแก่นเลยทีเดียว

ร้านนี้เขาใช้กลยุทธ์ แบบจีน ขนานแท้ คือ การ "Copy and Paste" นั่นเอง
และ Miniso ได้ทำเหนือกว่านั้นไปอีก 1 Step คือ สินค้าจีนโดยทั่วไปจะ Copy แค่รูปแบบสินค้า
แต่ Miniso copy วิธีการ มาทั้งยวงทีเดียว เริ่มตั้งแต่ 
1. Logo ทำให้นึกถึง Uniqlo ขึ้นมาทันที (ตอนอยู่จีน นึกไม่ถึง Uniqlo แค่รู้สึกว่า Logo คุ้นๆ)
2. Ambient store ก็ เรียบง่าย Style Uniqlo + Muji
3. ชื่อร้าน Miniso หากดูตัวอักษรจีน มี blogger ท่านนึง อ้างอิงว่ามาจาก Uniqlo, Muji, และ Daiso
4. Pricing strategy ก็ตามแนว Daiso เลย แต่เริ่ม ที่ 10 หยวน ให้ซื้อหาง่าย
5. Product Quality ที่ผมยังชอบร้านนี้อยู่ คือ คุณภาพสินค้า ยังถือว่า OK และหากเทียบกับราคา ถือว่าดีเลย 
ซึ่งสินค้าทุกวันนี้ตามที่รู้ๆกัน มันก็ Made in China แทบจะทุกอย่างอยู่แล้ว 

แต่กลยุทธ์ ที่ทำให้รู้สึกแย่ ก็คือ การระบุราคาสินค้าเป็นเงินเยน เอาไว้ในป้ายราคานี่หล่ะ 
หลอกกันซื่อๆ ว่าคุณซื้อสินค้าที่ขายที่ญี่ปุ่น และได้ราคา discount ด้วยนะ

โดยรวมก็ต้องนับว่า เจ้าของ ช่างมีความกล้าหาญจริงๆ สำหรับกลยุทธ์ต่างๆ 
อ่านประวัติก็บอกว่าผู้ร่วมก่อตั้ง Miniso เป็นชาวญี่ปุ่น มาร่วมหุ้นกับนักธุรกิจชาวจีน 
ก่อตั้งปี 2011 ใน website ก็อ้างว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี สาขาเยอะมาก (เป็น 1000 สาขา)
แต่อ่านจากข่าว หลายๆ แหล่ง สรุปว่าไม่มีสาขาที่ญี่ปุ่นนะ
แถมล่าสุดยังออกข่าวว่าจะเปิดสาขาใน Singapore และ Dubai
คงต้องรอดูว่าจะหมู่ หรือจ่า และจะมาเปิดร้านในไทยด้วยรึเปล่านะครับ

ปล. 
1. จริงๆ แล้ว คุยกับเพื่อนชาวจีน บอกว่า คนจีน ก็ชื่นชมคุณภาพสินค้าของญี่ปุ่นอย่างมาก
อาจทำให้กลยุทธ์การสร้างกลิ่นอายความเป็นสินค้าที่ส่งไปขายที่ญี่ปุ่น ประสบความสำเร็จได้ดีในจีนหล่ะมั้ง
ถึงแม้คนจีนและญี่ปุ่นจะมีความแค้นกันมานาน โดยเฉพาะจากเหตุการณ์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

2. หากคนที่เคยไปงาน กวางโจวเทรดแฟร์ ก็จะพอรู้ว่า ต้นทุนการผลิตสินค้าในจีนนั้นถูกมากๆ
ตัวอย่างเช่น ผ้าม่าน ในห้องน้ำ ก็ต้นทุนการผลิตไม่เกินชิ้นละ 1 หยวน ก็ประมาณ 5 บาท
(พิมพ์ไม่ผิด ราคาถูกมาก แต่ต้องซื้อ 1,000 ชิ้นขั้นต่ำนะ)
ที่แพงก็พวกค่าขนส่ง ค่าบริหารจัดการอื่นๆ
ซึ่งการขายในราคาที่ 10 หยวน ก็ยังมีกำไรแน่ๆ (มากด้วย) หากขายได้ volume เยอะๆ

Saturday, August 15, 2015

รีวิว : ประสบการณ์ ใช้บริการ Airbnb ครั้งแรก @ New York

ทริปนิวยอร์ค รอบที่ผ่านมา มีโอกาสได้ใช้บริการ Airbnb เป็นครั้งแรก
ทำให้พบว่านี่เราไปงม อยู่ที่ไหน ทำไมถึงพึ่งรู้จักที่พักดีๆ ราคามิตรภาพแบบนี้นะเนี่ย

โดย Airbnb เป็นบริการแชร์ที่พัก ที่ผู้ที่มีห้องว่าง หรือบ้านว่างๆ ปล่อยให้นักท่องเที่ยวเช่าอยู่
ราคาก็แล้วแต่ผู้ให้เช่ากำหนด อาจมีค่าบริการอื่นๆ เช่น บริการทำความสะอาด ก็แล้วแต่ผู้ให้เช่า
ซึ่งห้องที่ผมไปพัก อยู่ในอพาร์ทเมนต์ แถว Brooklyn 
ถึงแม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในย่าน downtown อย่าง Manhattan ก็ไม่เป็นปัญหาใดๆ
เพราะว่าอพาร์ทเมนต์ อยู่ใกล้รถไฟใต้ดินแบบเดินชิวๆ
นั่งรถไฟใต้ดินประมาณ 30 นาที ก็ถึงย่าน wallstreet ละ
แถมรถไฟใต้ดินที่นี่ยังบริการ 24 ชม ด้วย
แต่จุดแข็งที่สำคัญก็คือ ราคาห้อง ที่ "มิตรภาพ" มากๆ คือ ราคาเพียง 55 USD/คืน เท่านั้น
หากเทียบที่พักที่เป็นโรงแรม 2 ดาว ก็ ราคา ประมาณ 100 USD++
หรือหากเทียบ โรงแรม Marrriott ละก็ ราคา 300 USD++
ไปดูห้องพักกันหน่อย...


ห้องรับแขก ใหญ่มาก แต่ไม่มีใครใช้เลย
เพราะ เจ้าของเก็บตัวมักๆ อยู่แต่ในห้องตัวเอง เราก็ยึดซะเลย


มีพวกหัวชาร์จต่างๆ, โทรศัพท์ (เจ้าของบอกใช้ได้), Discount coupon, ฯลฯ


ห้องครัว ใช้ได้ ตามอัธยาศัย จะต้มจะแกงก็ตามสะดวก (ต้มมาม่ากินซะ ประหยัดๆ)

ห้องนอน ลืมถ่ายรูปไว้ เพราะโยนของกระเป๋าเข้าไปรัวๆ
เอารูปจาก Website ละกัน


ห้องน้ำ ตกแต่งเก๋ๆ อุปกรณ์อาบน้ำครบครัน (มีแม้กระทั่ง ไม้ปั่นหู)
เตรียมแปรงสีฟัน กับยาสีฟัน มาก็พอ


อื่นๆ ลืมถ่ายรูปมา ก็พวก ไดร์เป่าผม เตารีด ใช้ได้ฟรีทุกอย่าง!
wifi ก็ฟรี ความเร็วใช้ได้ ประมาณเนตทรู 10 MB

บรรยากาศโดยรอบที่พัก



ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ สำหรับ Airbnb
และในฐานะที่เป็นนักลงทุน ก็ถือโอกาส ศึกษาธุรกิจ Airbnb ไปด้วยซะเลย

บริษัท Airbnb ก่อตั้งมาไม่นาน เริ่มปี 2007
 แต่ก็พัฒนาไปอย่างรวดเร็วมากๆ!!!
Timeline พัฒนาการ ของบริษัทก็ตามรูปข้างล่างนี้

ปัจจุบัน Airbnb ยังไม่ได้ Public ในตลาดหลักทรัพย์นะจ๊ะ
(นักลงทุนทั่วๆไป ก็รอซื้อแพงๆ ละกัน)
แต่ล่าสุดเมื่อนเดือน June 2015 ที่ผ่านมา ได้มีการระดมทุนให้ Airbnb รอบใหม่
ทำให้ Valuation ของบริษัทพุ่งมากกว่า 24 Billion USD (ประมาณ 840,000 ล้านบาท)!!!
ซึ่งทำให้มูลค่ากิจการของ Airbnb แซงหน้า Mariott(MAR) ที่มีมูลค่ากิจการ 19.1 Billion USD ไปเรียบร้อย
ที่มา http://www.foxbusiness.com/technology/2015/06/22/is-airbnb-best-lodging-stay/

Airbnb นั้นเป็นตัวอย่างของ ธุรกิจประเภท Sharing Economy แห่งทศวรรษที่ 21 นี้
อื่นๆ ที่ดังอยู่ในไทยตอนนี้ก็พวก uber (เอารถส่วนตัวมาให้บริการแท็กซี่)
หรือที่ดังมาซักพักแล้วอย่าง e-bay (ประมูลสินค้า online)
ทั้งหมดนี้หากจะกล่าวว่า เกิดขึ้นมาได้เพราะ Internet Boom ก็คงไม่ผิด

ดังนั้นเราคงต้องเตรียมตัวเข้าสู่ยุค Internet of Things กันแล้วนะครับ....สวัสดี

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...