พอดีได้อ่านบทความนี้ ของ นสพ.ประชาชาติธุรกิจ
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1370514909
มีหลักการลงทุนของ VC (Venture Capital) ที่น่าสนใจ เอามาประยุกต์ในการลงทุนในหุ้นได้ดีทีเดียว
ปัจจัยที่ Venture Capital ตัดสินอันดับแรก ๆ ในการให้เงินทุน
1. ดูขนาดตลาดว่าใหญ่เพียงพอไหม
2. ดูทีมงานว่าเข้มแข็งแค่ไหน
3.
ดูว่า มีอาวุธลับ (Secret Resources) ที่ทำให้มีโอกาสชนะกับรายอื่นอย่างไร
และ
4. ดูเทรนด์ว่าผลิตภัณฑ์นั้น น่าจะได้รับความนิยมแค่ไหน
ตลาดจะเติบโตไปได้อีกเท่าไร
ผู้ร่วมลงทุนประเภทแองเจิลอินเวสเตอร์
(ผู้ให้เงินทุนกับผู้ประกอบการระยะแรกเริ่มเพื่อใช้สร้างผลิตภัณฑ์)
มักไม่ให้เงินลงทุนทันที แต่ดูกระบวนการดำเนินงานระยะหนึ่ง
ผู้ประกอบการที่ล้มเหลวในการหาผู้ร่วมลงทุนมาจาก 2 กรณี คือ มีวิสัยทัศน์ไม่ใหญ่พอ และนำเสนอโครงการดี แต่ทำให้เป็นจริงไม่ได้
Saturday, June 8, 2013
Monday, June 3, 2013
สิ่งที่ผมเรียนรู้จากการเรียนปริญญาตรี
ผ่านพ้นวันเกิด คณะ อันเป็นที่รักไปแล้ว
เลยอยากเขียนบันทึกเกี่ยวกับเรื่องราวช่วง 4 ปี ที่เรียนปริญญาตรี เก็บเอาไว้
จริงๆ เพื่อไว้ย้อนกลับมามองในภายหลัง
และที่สำคัญคือ เพื่อเป็นจุดเปลี่ยนให้ก้าวเดินต่อไปตามฝันได้สำเร็จ...
ขอเริ่มเลยนะครับผม
สอบติด วิศวะ จุฬาฯ
โอ้ สอบติดแล้ว...จริงๆ แล้ว รอดมาได้เพราะภาษาอังกฤษ กับ GPA เลยนะเนี่ย
ดีใจจังได้เข้าคณะในฝัน ^^ (ฝันอยากเป็น วิศวกร เครื่องกล มันเท่ห์ดี...ไม่รู้ว่าเท่ห์ ยังไงเหมือนกัน รู้แต่ว่ามันเท่ห์ดี...อิอิ)
ปล..เลือก ไป 2 คณะ คือ วิศวะ จุฬาฯ กับ วิศวะการบิน ม.เกษตรฯ (เผื่อได้เป็นนักบินอวกาศ ฮา...)
Freshy
เข้าปีหนึ่ง ก็มุ่งมั่นเต็มที่ ตั้งใจว่า จะเข้าเรียนให้ครบทุกวิชา แต่เนื่องจากบ้านไกลไปหน่อย (บ้านอยู่แถวเจริญกรุง ไกลกับ จุฬาฯ มาก...) จริงๆ แล้วเพราะความเกียจคร้าน เข้าเรียนบ้าง ไม่เข้าเรียนบ้าง
ปรากฎผลสอบ วิชาแรก (มั้ง) คือ Physics
ได้ผล....
ตก Mean!!!
OMG อยู่มัธยม เคยแต่เกือบเต็ม
เข้ามหาลัยปุ๊บ ก็จัดตก Mean เลย (คะแนนเต็ม 100 Mean ประมาณ 33 หรือ 36 นี่แหล่ะ)
เป็นไปได้ไงเนี่ย ?!#$%#!
หลังจากนั้นก็กลับตัวกลับใจ ตั้งใจเรียนเพิ่มขึ้น ผลสุดท้าย ก็ได้เกินความคาดหมาย...
เราก็แอบภูมิใจว่าเรียนโรงเรียนวัด มาแต่ก็ทำคะแนนดีๆ ได้อ่ะนะ (ดีใจจริง)
จริงๆ หลังจากตก Mean วิชา Physics เป็นจุดเปลี่ยนแรก ทำให้เราได้พบความจริงอันโหดร้ายว่า ตัวเรามันก็ไม่ได้ฉลาด IQ เยอะซักเท่าไหร่ ดังนั้นจึงต้องขยันให้มาก
จุดเรียนรู้ในปี 1 ก็คือ ขยันให้มากเข้าไว้
คำขวัญประจำใจก็คือ "คนที่ไม่เคยเข้าเรียน ไม่เคยเรียนรู้อะไรเลย จะมาสู้คนที่เข้าเรียน+ตั้งใจเรียนรู้ ได้อย่างไร เป็นไปไม่ได้เลย นอกจากคนๆ นั้น มันอัจฉริยะส่งมาเกิดจริงๆ" และ "หากเรารู้ว่าสู้เขาไม่ได้ ก็ต้องขยันให้มากกว่าซัก 2 เท่า"
ชีวิตการเรียนในปี 1 ก็ผ่านไปได้ด้วยดี หลังจากเดาทางอาจารย์พอได้ นั่งฟัง lecture ไป ก็คิดว่าตรงไหนที่อาจารย์เน้น ตรงไหนที่สำคัญ เราก็จดมา แล้วพยายามทำความเข้าใจ
นอกเหนือจากการเรียน อีกสิ่งหนึ่งที่เหมือนเป็นส่วนเติมเต็มของชีวิตการเรียนก็คือ กิจกรรมคณะ
แรงบันดาลใจที่ทำให้ได้เข้ามาทำกิจกรรมคณะก็คือ คำพูดจากนายช่างคนหนึ่ง บอกว่า "เวลา 4 ปี ในคณะฯ อยากให้ใช้ให้คุ้มค่า ดูสิ่งที่นอกเหนือจากการเรียนด้วย เช่น พวก กิจกรรม, กีฬา, ดนตรี"
(คณะเรามีประเพณี ให้นิสิตจบ ป.ตรี ใหม่ๆ หรือ "นายช่าง" มาบอกเล่าข้อคิดให้น้อง Freshy เข้าใหม่ฟัง เป็นเหมือนการอำลา นายช่างจบใหม่ไปในตัวด้วย ผมนั่งฟัง อยู่ดีๆ ยังซึ้ง เกือบร้องไห้ ตามนายช่างจบใหม่เฉยเลย ทั้งๆที่ ไม่รู้จัก พี่ๆ นายช่าง ซํกกะคน)
กิจกรรมคณะที่ทำก็เข้าร่วมกับเขาทุกอย่าง ตามที่รุ่นพี่จะสรรหากิจกรรมมาให้ทำ รู้สึกว่าชีวิตมีรสชาติขึ้นมาอีกแบบนึง เป็นรสชาติที่ไม่เคยเจอมาก่อน ภาพกิจกรรมหลายๆ อย่าง ยังอยู่ในความทรงจำมาจนถึงทุกวันนี้ ^^
Sophomore
ทำกิจกรรมคณะเต็มที่
วันแห่งความร้อน
ไม่ได้อ่านหนังสือเข้าสอบ
Junior
เพื่อนๆ ดันให้เป็น หน.นิสิต ชั้นปีที่ 3
ทีมงานที่น่ารัก
ความเข้มข้นอยู่ที่ภาค 3
Senior
ปีนี้ลดบทบาทตัวเอง มาเป็น ผี เฝ้าตึกกิจการนิสิตฯ คอยช่วยเหลือเพื่อนๆ ในการทำกิจกรรมคณะ เท่าที่ช่วยได้ หลักๆ ก็ค้นหาตัวเอง (ตอนนี้ก็ยังค้นหาอยู่)
โดยสรุป ปริญญาตรี ได้สอนอะไรหลายๆ อย่าง
นอกเหนือจากวิชาความรู้ให้มาประกอบวิชาเลี้ยงชีพ เลี้ยงครอบครัวได้
เลยอยากเขียนบันทึกเกี่ยวกับเรื่องราวช่วง 4 ปี ที่เรียนปริญญาตรี เก็บเอาไว้
จริงๆ เพื่อไว้ย้อนกลับมามองในภายหลัง
และที่สำคัญคือ เพื่อเป็นจุดเปลี่ยนให้ก้าวเดินต่อไปตามฝันได้สำเร็จ...
ขอเริ่มเลยนะครับผม
สอบติด วิศวะ จุฬาฯ
โอ้ สอบติดแล้ว...จริงๆ แล้ว รอดมาได้เพราะภาษาอังกฤษ กับ GPA เลยนะเนี่ย
ดีใจจังได้เข้าคณะในฝัน ^^ (ฝันอยากเป็น วิศวกร เครื่องกล มันเท่ห์ดี...ไม่รู้ว่าเท่ห์ ยังไงเหมือนกัน รู้แต่ว่ามันเท่ห์ดี...อิอิ)
ปล..เลือก ไป 2 คณะ คือ วิศวะ จุฬาฯ กับ วิศวะการบิน ม.เกษตรฯ (เผื่อได้เป็นนักบินอวกาศ ฮา...)
Freshy
เข้าปีหนึ่ง ก็มุ่งมั่นเต็มที่ ตั้งใจว่า จะเข้าเรียนให้ครบทุกวิชา แต่เนื่องจากบ้านไกลไปหน่อย (บ้านอยู่แถวเจริญกรุง ไกลกับ จุฬาฯ มาก...) จริงๆ แล้วเพราะความเกียจคร้าน เข้าเรียนบ้าง ไม่เข้าเรียนบ้าง
ปรากฎผลสอบ วิชาแรก (มั้ง) คือ Physics
ได้ผล....
ตก Mean!!!
OMG อยู่มัธยม เคยแต่เกือบเต็ม
เข้ามหาลัยปุ๊บ ก็จัดตก Mean เลย (คะแนนเต็ม 100 Mean ประมาณ 33 หรือ 36 นี่แหล่ะ)
เป็นไปได้ไงเนี่ย ?!#$%#!
หลังจากนั้นก็กลับตัวกลับใจ ตั้งใจเรียนเพิ่มขึ้น ผลสุดท้าย ก็ได้เกินความคาดหมาย...
เราก็แอบภูมิใจว่าเรียนโรงเรียนวัด มาแต่ก็ทำคะแนนดีๆ ได้อ่ะนะ (ดีใจจริง)
จริงๆ หลังจากตก Mean วิชา Physics เป็นจุดเปลี่ยนแรก ทำให้เราได้พบความจริงอันโหดร้ายว่า ตัวเรามันก็ไม่ได้ฉลาด IQ เยอะซักเท่าไหร่ ดังนั้นจึงต้องขยันให้มาก
จุดเรียนรู้ในปี 1 ก็คือ ขยันให้มากเข้าไว้
คำขวัญประจำใจก็คือ "คนที่ไม่เคยเข้าเรียน ไม่เคยเรียนรู้อะไรเลย จะมาสู้คนที่เข้าเรียน+ตั้งใจเรียนรู้ ได้อย่างไร เป็นไปไม่ได้เลย นอกจากคนๆ นั้น มันอัจฉริยะส่งมาเกิดจริงๆ" และ "หากเรารู้ว่าสู้เขาไม่ได้ ก็ต้องขยันให้มากกว่าซัก 2 เท่า"
ชีวิตการเรียนในปี 1 ก็ผ่านไปได้ด้วยดี หลังจากเดาทางอาจารย์พอได้ นั่งฟัง lecture ไป ก็คิดว่าตรงไหนที่อาจารย์เน้น ตรงไหนที่สำคัญ เราก็จดมา แล้วพยายามทำความเข้าใจ
นอกเหนือจากการเรียน อีกสิ่งหนึ่งที่เหมือนเป็นส่วนเติมเต็มของชีวิตการเรียนก็คือ กิจกรรมคณะ
แรงบันดาลใจที่ทำให้ได้เข้ามาทำกิจกรรมคณะก็คือ คำพูดจากนายช่างคนหนึ่ง บอกว่า "เวลา 4 ปี ในคณะฯ อยากให้ใช้ให้คุ้มค่า ดูสิ่งที่นอกเหนือจากการเรียนด้วย เช่น พวก กิจกรรม, กีฬา, ดนตรี"
(คณะเรามีประเพณี ให้นิสิตจบ ป.ตรี ใหม่ๆ หรือ "นายช่าง" มาบอกเล่าข้อคิดให้น้อง Freshy เข้าใหม่ฟัง เป็นเหมือนการอำลา นายช่างจบใหม่ไปในตัวด้วย ผมนั่งฟัง อยู่ดีๆ ยังซึ้ง เกือบร้องไห้ ตามนายช่างจบใหม่เฉยเลย ทั้งๆที่ ไม่รู้จัก พี่ๆ นายช่าง ซํกกะคน)
กิจกรรมคณะที่ทำก็เข้าร่วมกับเขาทุกอย่าง ตามที่รุ่นพี่จะสรรหากิจกรรมมาให้ทำ รู้สึกว่าชีวิตมีรสชาติขึ้นมาอีกแบบนึง เป็นรสชาติที่ไม่เคยเจอมาก่อน ภาพกิจกรรมหลายๆ อย่าง ยังอยู่ในความทรงจำมาจนถึงทุกวันนี้ ^^
Sophomore
ทำกิจกรรมคณะเต็มที่
วันแห่งความร้อน
ไม่ได้อ่านหนังสือเข้าสอบ
Junior
เพื่อนๆ ดันให้เป็น หน.นิสิต ชั้นปีที่ 3
ทีมงานที่น่ารัก
ความเข้มข้นอยู่ที่ภาค 3
Senior
ปีนี้ลดบทบาทตัวเอง มาเป็น ผี เฝ้าตึกกิจการนิสิตฯ คอยช่วยเหลือเพื่อนๆ ในการทำกิจกรรมคณะ เท่าที่ช่วยได้ หลักๆ ก็ค้นหาตัวเอง (ตอนนี้ก็ยังค้นหาอยู่)
โดยสรุป ปริญญาตรี ได้สอนอะไรหลายๆ อย่าง
นอกเหนือจากวิชาความรู้ให้มาประกอบวิชาเลี้ยงชีพ เลี้ยงครอบครัวได้
Labels:
Inspiration,
Life
Thursday, May 30, 2013
มูลค่าหุ้นที่เหมาะสม (1)
ตามตำรา อ.ปู่ Graham and Dodder ถ่ายทอดโดย อ. Greenwald
ท่านกล่าวว่าไว้ การประเมินมูลค่าหุ้น มี 3 วิธีด้วยกันก็คือ
1. Asset Value (Reproduction Cost of Asset)
2. Earning Power Value
3. Value of Growth (within franchise)
ผมก็ค่อยๆ ศึกษาและ ลองทำตามอยู่
ความรู้ยังไม่ค่อยได้ความสักเท่าไหร่ ลองอ่านหนังสือกันดูก่อนดีกว่าครับผม
จะได้มีวิชา ลงทุนกันอย่างถูกวิธี
http://www.amazon.com/Value-Investing-Graham-Buffett-Finance/dp/0471463396
ไว้วันหน้า จะลอง Review สรุปแต่ละวิธีดู
ท่านกล่าวว่าไว้ การประเมินมูลค่าหุ้น มี 3 วิธีด้วยกันก็คือ
1. Asset Value (Reproduction Cost of Asset)
2. Earning Power Value
3. Value of Growth (within franchise)
ผมก็ค่อยๆ ศึกษาและ ลองทำตามอยู่
ความรู้ยังไม่ค่อยได้ความสักเท่าไหร่ ลองอ่านหนังสือกันดูก่อนดีกว่าครับผม
จะได้มีวิชา ลงทุนกันอย่างถูกวิธี
http://www.amazon.com/Value-Investing-Graham-Buffett-Finance/dp/0471463396
ไว้วันหน้า จะลอง Review สรุปแต่ละวิธีดู
Monday, May 27, 2013
ถูกอย่างเดียวไม่พอ
เมื่อแรกๆ (3 ปีที่แล้ว) ที่เริ่มลงทุน (หลังจากอ่านตำราการลงทุนแนว VI มาพอสมควร)
ผมก็จัดเลยครับ หุ้นถูกๆ PE ต่ำๆ (ตอนนั้นหาต่ำกว่า 10) PBV ต่ำๆ อยากซื้อทุกตัวเลยแฮะ
ผลงานก็กลางๆ ออกแนวตาม SET index ซะเป็นส่วนใหญ่
คิดๆ แล้ว สู้ SET ไม่ได้ เอาเงินไปซื้อ TDEX ดีกว่า มานั่งหาบริษัทลงทุนให้เมื่อย ทำไม??
แถม Correction เล็กๆ ช่วงน้ำท่วม ก็ยังใจกล้า สวนไปซะเยอะ แต่ดันไปขาย Low อีก -.-''
แต่ก็
ชีวิตต้องไม่ยอมแพ้ (ด้วยความอยากเป็นนักลงทุน ขอฝีมือซัก 5% ของ อ.ปู่บัฟฟ์ ก็พอแล้ว)
เลยนั่งทบทวน คิดไปคิดมาก็พบว่า
1. ถูกอย่างเดียวไม่พอ สำหรับ "การลงทุน" ชื่อก็บอกอยู่แล้ว ต้องดูอนาคตด้วย
2. อยากได้หลายตัวเกิน บางตัวผลประกอบการดี ราคาก็ขึ้นตามเยอะ แต่ก็ได้กำไรไม่มาก
3. ไม่มีความรู้ความเข้าใจ ในอุตสาหกรรม ที่บริษัท อยู่ ดีพอ ทำให้มองภาพไม่ชัดเจน
จนมาวันหนึ่ง ก็ได้อ่านบทความอยู่อันหนึ่ง ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตการลงทุนทีเดียว
(ไม่ได้เปลี่ยนทันทีทันใด แต่อ่านซ้ำๆ จะซาบซึมไปเอง)
สรุป กุญแจ 5 ดอก ในการลงทุน
1. ธุรกิจ
2. มูลค่าที่เหมาะสม
3. ราคาหุ้น
4. ตัวเร่ง
5. ส่วนเผื่อความปลอดภัย (MOS)
บทความที่ว่า ก็คือ อันนี้ครับ
http://kabuvi.wordpress.com/2012/07/20/the5keys/
ลองอ่านกันดู นะครับ ^^
เครดิต : commentator โดย พี่ kabu
ผมก็จัดเลยครับ หุ้นถูกๆ PE ต่ำๆ (ตอนนั้นหาต่ำกว่า 10) PBV ต่ำๆ อยากซื้อทุกตัวเลยแฮะ
ผลงานก็กลางๆ ออกแนวตาม SET index ซะเป็นส่วนใหญ่
คิดๆ แล้ว สู้ SET ไม่ได้ เอาเงินไปซื้อ TDEX ดีกว่า มานั่งหาบริษัทลงทุนให้เมื่อย ทำไม??
แถม Correction เล็กๆ ช่วงน้ำท่วม ก็ยังใจกล้า สวนไปซะเยอะ แต่ดันไปขาย Low อีก -.-''
แต่ก็
ชีวิตต้องไม่ยอมแพ้ (ด้วยความอยากเป็นนักลงทุน ขอฝีมือซัก 5% ของ อ.ปู่บัฟฟ์ ก็พอแล้ว)
เลยนั่งทบทวน คิดไปคิดมาก็พบว่า
1. ถูกอย่างเดียวไม่พอ สำหรับ "การลงทุน" ชื่อก็บอกอยู่แล้ว ต้องดูอนาคตด้วย
2. อยากได้หลายตัวเกิน บางตัวผลประกอบการดี ราคาก็ขึ้นตามเยอะ แต่ก็ได้กำไรไม่มาก
3. ไม่มีความรู้ความเข้าใจ ในอุตสาหกรรม ที่บริษัท อยู่ ดีพอ ทำให้มองภาพไม่ชัดเจน
จนมาวันหนึ่ง ก็ได้อ่านบทความอยู่อันหนึ่ง ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตการลงทุนทีเดียว
(ไม่ได้เปลี่ยนทันทีทันใด แต่อ่านซ้ำๆ จะซาบซึมไปเอง)
สรุป กุญแจ 5 ดอก ในการลงทุน
1. ธุรกิจ
2. มูลค่าที่เหมาะสม
3. ราคาหุ้น
4. ตัวเร่ง
5. ส่วนเผื่อความปลอดภัย (MOS)
บทความที่ว่า ก็คือ อันนี้ครับ
http://kabuvi.wordpress.com/2012/07/20/the5keys/
ลองอ่านกันดู นะครับ ^^
เครดิต : commentator โดย พี่ kabu
Saturday, May 11, 2013
กลับมาขีดๆ เขียนๆ อีกรอบ @ ปี 2556
หลังจากแวบไปอ่านหนังสือมาพักใหญ่
ทั้งหนังสือการลงทุน, Business, และอ่านเล่น
ปีนี้จะกลับมาเขียนสรุปความรู้ใน Blog อีกรอบนะครับ
ไม่รู้ยังมีใครอ่านอยู่รึเปล่า อิอิ....
ไว้พบกัน ครับผม
ทั้งหนังสือการลงทุน, Business, และอ่านเล่น
ปีนี้จะกลับมาเขียนสรุปความรู้ใน Blog อีกรอบนะครับ
ไม่รู้ยังมีใครอ่านอยู่รึเปล่า อิอิ....
ไว้พบกัน ครับผม
Subscribe to:
Posts (Atom)