Tuesday, May 3, 2016

ถูกบีบให้เล่นเกมที่ไม่ถนัด โดย Invisible Hand

ถูกบีบให้เล่นเกมที่ไม่ถนัด โดย Invisible Hand


ผมเป็นคนชอบดูกีฬาตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะฟุตบอล ถึงปัจจุบันแม้มีเวลาน้อยลงแต่ก็ยังต้องหาเวลาดูฟุตบอลให้ได้ทุกสัปดาห์ แต่ผมเองก็ยังคิดว่าบางทีการดูกีฬาก็มีข้อเสียตรงที่ หากทีมที่เราเชียร์นั้นชนะเราก็ดีใจตามเรื่องตามราว เมื่อทีมที่เราเชียร์แพ้ หรือเสมอในนัดที่ไม่ควรเสมอ ก็มักจะรู้สึกเซ็งเมื่อดูจบ จนรู้สึกว่าจริงๆ การดูกีฬาอาจจะมีข้อเสียเหมือนกันคือสร้างความผิดหวังให้กับเราในหลายๆ ครั้ง แต่ผมคิดว่ารวมๆ แล้วการดูกีฬาก็ให้ข้อคิดหลายๆ อย่างเหมือนกันจึงทำให้ผมรู้สึกว่าการดูกีฬานั้นแม้จะผิดหวังบ่อยๆ แต่ก็สอนอะไรเราได้หลายๆ อย่างครับ
สิ่งหนึ่งที่ผมได้ยินบ่อยในการแข่งขันกีฬาประเภทฟุตบอล หรือประเภทอื่นๆ เช่น เทนนิส ก็คือ การถูกฝ่ายตรงข้ามบีบให้เราเล่นในเกมที่ตนเองไม่ถนัด เช่น ทีมที่ถนัดการเล่นบอลช้า เน้นการจ่ายบอลแม่นตามช่อง อาจจะถูกคู่แข่งเล่นเกมบีบพื้น ประกบตัวเร็ว จึงทำให้ทีมเราต้องจ่ายบอลเร็วหรือต้องเล่นลูกโยนและเสียบอลในที่สุด ทีมที่นักเตะไม่ถนัดลูกโหม่งก็จะถูกคู่แข่งที่ถนัดการเล่นลูกกลางอากาศในลูกโหม่งโจมตีและเอาชนะได้บ่อยๆ เช่น ทีมอาร์เซนอลที่ไม่ถนัดลูกกลางอากาศมักจะแพ้หรือทำผลงานได้ไม่ค่อยดีนักกับการเจอทีมที่ถนัดลูกโด่งอย่างโบลตัน แม้กระทั่งการแข่งขันเทนนิสที่คู่แข่งขันมักจะตีลูกไปยังด้านที่ฝ่ายตรงข้ามไม่ถนัด เป็นต้น
ดังนั้นหากเราย้อนมามองเรื่องการลงทุน จะเห็นว่า นักลงทุนแต่ละคนมีความถนัด หรือสไตล์การลงทุนต่างกัน ซึ่งบางครั้งความถนัดอย่างหนึ่งอาจจะทำเงินได้ดีในตลาดบางช่วง แต่สร้างผลงานได้ไม่ดีนักในตลาดบางช่วง อย่างเช่น นักลงทุนที่ลงทุนแบบกล้าได้กล้าเสีย เน้นการเก็งกำไรแบบมีหลักการ นักลงทุนกลุ่มนี้อาจจะไม่เน้นการวิเคราะห์พื้นฐานเท่า value investor แต่อาจจะมีหลักการต่างๆ เข้ามาประกอบการซื้อขาย เช่น การดูกราฟ การดู volume การดูการเข้าซื้อขายของนักลงทุนรายใหญ่ หรือการเข้าซื้อธุรกิจที่ผ่านการฟื้นฟูกิจการ หรือมีข่าวต่างๆ ที่มีผลดีต่อราคาหุ้น จุดเด่นอย่างหนึ่งและเป็นสิ่งที่ถนัดของนักลงทุนประเภทเก็งกำไรแบบมีหลักการคือ การมีจิตใจที่มั่นคงและพร้อมกล้าตัดสินใจในการซื้อขายอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด จึงทำให้สามารถสร้างกำไรในหุ้นบางตัวได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ และกล้าที่จะ cut loss ได้ก่อนที่พอร์ตจะเสียหาย นักลงทุนประเภทนี้จะประสบความสำเร็จในช่วงตลาดขาขึ้น เช่น ปี 2542 หรือปี 2546 และจะไม่เสียหายมากนักในตลาดขาลง นักลงทุนประเภทเก็งกำไรแบบมีหลักการเหล่านี้มักจะมีหลักเสมอว่าหากตลาดขาลงจะหยุดเล่นหุ้น คือจะถือเงินสดหรือถือหุ้นในสัดส่วนที่น้อย จะไม่พยายามเก็งกำไรในช่วงตลาดขาลงหรือซบเซามากนัก และพร้อมจะกลับมาทุกเมื่อหากตลาดเป็นขาขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งในช่วงที่เป็นตลาดขาขึ้น นักลงทุนประเภทเก็งกำไรแบบมีหลักการจะสามารถสร้างผลกำไรได้มากพอที่จะออกนอกตลาดไปได้อีกระยะใหญ่ๆ
แต่ก็มีนักลงทุนแบบเก็งกำไรที่เป็นรายย่อยจำนวนมาก ที่ทำตรงกันข้ามกับนักเก็งกำไรที่มีหลักการ ก็คือ การพยายามเก็งกำไรในทุกๆ ภาวะตลาด ไม่ว่าจะเป็นขาขึ้นหรือขาลง ด้วยเหตุผลว่า หาค่าขนม หรือค่ากับข้าว โดยเวลากำไรก็จะกำไรเล็กน้อย แต่หากพลาดพลั้งขาดทุนมักจะขาดทุนทีละมากๆ คือ เวลาได้ก็ได้ค่าขนมจริงๆ แต่พอเสียก็อาจจะเสียเงินรถเก๋งเป็นครึ่งคันหรือคันหนึ่ง ซึ่งนักลงทุนรายย่อยจำนวนมากเหล่านี้ก็จะประสบภาวะขาดทุนสะสมเรื้อรังมาเรื่อยๆ จนมูลค่าพอร์ตลดลงอย่างน่าตกใจ
สิ่งที่แตกต่างกันก็คือ นักลงทุนแบบเก็งกำไรที่มีหลักการ จะพยายามเล่นในเกมที่ตนเองถนัดเท่านั้นก็คือ การลงทุนในตลาดขาขึ้น และหลีกเลี่ยงเกมที่ตนเองไม่ถนัด คือการลงทุนในตลาดขาลงหรือซบเซา ซึ่งถือว่ามีสิ่งที่จำเป็นสำหรับการลงทุนซึ่งก็คือ วินัยการลงทุน คือ ทำในสิ่งที่ตนเองถนัด แต่นักลงทุนรายย่อยจำนวนมากพยายามฝืนตลาดด้วยการเข้าไปเก็งกำไรในช่วงตลาดไม่ดีโดยหวังกำไรเล็กๆ น้อยๆ ถือว่าเล่นเกมไม่ถนัด
สำหรับนักลงทุนแบบ Value investor ผมคิดว่าความถนัดของ VI ก็คือการวิเคราะห์พื้นฐานของบริษัทเพื่อให้สามารถคาดการณ์ผลประกอบการและเงินปันผลในอนาคต ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่มีผลตอบแทนของการลงทุน ซึ่งก็พบว่าในบางปีที่ตลาดเป็นตลาดกระทิง นักลงทุนแบบ VI อาจจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนน้อยกว่านักลงทุนแบบเก็งกำไรทั้งที่มีหลักการและไม่มีหลักการ จึงทำให้นักลงทุนแบบ VI บางคนทนความเย้ายวนของผลตอบแทนของหุ้นเก็งกำไรหรือผลตอบแทนของเพื่อนๆ นักลงทุนที่ลงทุนแบบเก็งกำไรไม่ได้ และหันมาเล่น “ เกมที่ไม่ถนัด ” ด้วยการเข้าซื้อหุ้นเก็งกำไร หรือหุ้นที่มีข่าวต่างๆ นานา ด้วยหวังว่าจะทำกำไรมากๆ ในช่วงเวลาสั้นๆ ซึ่งช่วงแรกๆ อาจจะได้กำไรที่ดี แต่ท้ายสุดแล้ว VI หลายคนที่โดดเข้าไปเล่นเกมที่ตนเองไม่ถนัดก็ได้รับผลตอบแทนในการลงทุนที่ไม่สู้ดีนัก
อีกเหตุการณ์ที่ทำให้ VI หันไปเล่นเกมที่ไม่ถนัดก็คือ นักลงทุนแบบ VI แต่ละคนมีความเชี่ยวชาญในกลุ่มธุรกิจที่ต่างกัน บางคนเชี่ยวชาญด้านหุ้นการผลิตอุตสาหกรรม บางคนเชี่ยวชาญด้านพลังงาน บางคนเชี่ยวชาญด้านหุ้นโรงเรือน เช่น โรงแรม โรงพยาบาล ค้าปลีก บางคนเชี่ยวชาญอสังหาริมทรัพย์ หรือหุ้นวัฎจักรต่างๆ เป็นต้น หลายๆ ช่วงเวลาที่หุ้นที่ตนเองเชี่ยวชาญอาจจะอยู่ในช่วงเวลาที่ไม่น่าลงทุน เช่น ราคาหุ้นมี p/e แพงเกินไปแล้ว หรือสภาพแวดล้อมทางธุรกิจยังไม่เอื้ออำนวย ทำให้ VI อาจจะไม่สามารถใช้ความถนัดของตนเองในการลงทุนในหุ้นกลุ่มที่ตนเองถนัดได้ จึงหันไปเล่นเกมที่ไม่ถนัดด้วยการพยายามหาหุ้นในกลุ่มที่ตนเองไม่เคยสนใจหรือมีความรู้ความเชี่ยวชาญ และอาจจะพยายามใช้หลักของ VI เข้าไปบางส่วนเช่น ดู p/e p/bv ต่ำๆ แต่ไม่สามารถศึกษาลงไปลึกในรายละเอียดได้อยากแตกฉาน ซึ่งท้ายสุดแล้วก็จะได้หุ้นที่เราอาจจะไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจอย่างแท้จริง และมีโอกาสสูงที่ผลประกอบการ และผลตอบแทนการลงทุนอาจจะไม่ได้เป็นไปตามที่เราคาดหวัง
ดังนั้นสำหรับ VI บางครั้งหากเราอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถหาหุ้นใหม่ๆ ที่น่าสนใจได้จริงๆ เราควรจะรอจังหวะและโอกาสที่จะต้องเกิดขึ้นในอนาคต มากกว่าที่จะไปเล่นในเกมที่ตนเองไม่ถนัด ด้วยการหาหุ้นแปลกใหม่ที่เราอาจจะไม่มีความรู้ความเข้าใจอย่างแท้จริงเข้ามาในพอร์ตครับ
ดังนั้น สิ่งที่นักลงทุนทุกคนควรทำก็คือ การหาความถนัดของเราเองเพื่อให้รู้ว่าเราควรจะมี style การลงทุนแบบใด เพราะหาก style ไม่เหมาะกับความถนัดโอกาสประสบความสำเร็จก็จะน้อย เปรียบเหมือนทีมฟุตบอลที่กองหน้าตัวเล็กแต่เพื่อนโยนบอลให้โหม่งลูกเดียว นอกจากนี้ เราจึงต้องหาโอกาสเพิ่มความถนัดของตัวเราด้วยการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม และลดความไม่ถนัดในบางเรื่องที่เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการลงทุน ยกตัวอย่างเช่น หากเราเป็น VI แต่ไม่ถนัดการอ่านงบการเงินและวิเคราะห์กระแสเงินสด ถือว่าเป็นความไม่ถนัดที่ควรจะได้รับการแก้ไขให้ได้โดยเร็วเพราะถือว่าเป็นจุดที่นักลงทุนแบบ VI ควรจะทำได้ครับ หรือหากเรารักจะเล่นหุ้นแบบเก็งกำไรแต่ไม่สามารถอ่านทิศทางตลาดหรือราคาหุ้นได้จากการดูกราฟ volume หรือเครื่องมือต่างๆ หรือไม่สามารถมีการตัดสินใจที่รวดเร็วและเด็ดขาด เราก็จะอยู่ในภาวะที่เสียเปรียบอย่างมากครับ
แต่หากเมื่อเราดูความถนัดต่างๆ แล้ว พบว่าเราไม่มีความถนัดมากพอที่จะลงทุนในหุ้นไม่ว่าจะเป็นแบบเก็งกำไร VS หรือ VI แล้ว ผมคิดว่าเราควรจะอยู่วงนอกศึกษาหาความรู้และความถนัดเสียก่อน ยังไม่ควรเข้ามาลงทุนทันที หรือหากต้องการลงทุนเพื่อศึกษาหาประสบการณ์ ก็ควรจะเริ่มจากจำนวนเงินที่ไม่มากนักก่อน และอาจจะต้องนำเงินออมไปยังการลงทุนอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าและความถนัดน้อยกว่า เช่น การฝากธนาคาร ซื้อพันธบัตรรัฐบาลหรือกองทุนตราสารหนี้ เป็นต้นครับ และเมื่อเราศึกษามากพอและเห็นความถนัดของตนเองแล้วจึงค่อยเริ่มลงทุนในหุ้นครับ
ดังนั้น การเป็นนักลงทุน ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนประเภทใด ทั้ง VI VS หรือนักลงทุนแบบเก็งกำไร ควรจะเล่นในเกมที่เราถนัดให้มากที่สุด และหลีกเลี่ยงการถูกบีบให้เล่นในเกมที่เราไม่ถนัดครับ
_______________
ติดตามบทความของ Invisible Hand ได้ที่เวบกระทิงเขียว ครับ

Wednesday, April 20, 2016

Kingsmen C.M.T.I. กับ Oppday ครั้งแรก

บริษัท Kingsmen C.M.T.I. หรือ K  เป็น บริษัทประกอบธุรกิจออกแบบและตกแต่งงาน แบบครบวงจร 

โดย มีธุรกิจ อยู่ 4 กลุ่ม ได้แก่

1) ธุรกิจงานตกแต่งภายใน (Interiors) (ทำอุปกรณ์ตกแต่งเอง ช่วยลดต้นทุน คล้ายๆ BKD แต่ K เน้น งานตกแต่ง Shop ร้านค้าปลีก) ตัวอย่างลูกค้า

2) ธุรกิจงานแสดงสินค้าและนิทรรศการ (Exhibitions) ทำให้ครบวงจรเช่นเดียวกัน ตั้งแต่ ออกแบบ ก่อสร้าง จัดกิจกรรมทางการตลาด

3) ธุรกิจงานพิพิธภัณฑ์และสวนสนุก (Museums & Thematic Park)

4) ธุรกิจการตลาดทางเลือก (Alternative Marketing) ได้แก่ พวก Event Marketing 

Competitive Advantage ของบริษัท
  1. Networking อยู่ในกลุ่ม Kingsmen มี 19 Offices ใน 12 ประเทศ ครอบคลุม Asia Pacific และตะวันออกกลาง ข้อได้เปรียบคือ
    • มีการส่งผ่านความรู้ ทั้ง Marketing, Project Management, Accounting, HR
    • มีการส่งงานให้กันและกัน ส่วนใหญ่ ฮ่องกง, สิงคโปร์, ญี่ปุ่น ส่งงานมาให้ K และจะเข้ามาช่วยกำกับ งานแรกๆ ลดข้อผิดพลาด สร้างความมั่นใจให้ลูกค้า
    • การที่มี Brand ทำให้การขายในกลุ่มใหญ่ ทำได้ง่าย สินค้าบาง Brand จะจัดจ้างทีเดียวหลายๆ ประเทศ 
  2. ครบวงจร ทั้งการออกแบบ (Designer&Architect 30 กว่าคน), การผลิต, และการบริหารโครงการ
  3. มีลูกค้าที่แข็งแรงกึ่งๆ พันธมิตร เช่น Motor Expo ทำมา 20 กว่าปี, Money Expo เริ่มทำตั้งแต่ครั้งที่ 1 ถึงปัจจุบัน, มีความสัมพันธ์ที่ดีกับห้าง ทุกแห่ง
  4. มีผู้บริหารที่มีประสบการณ์อย่างยาวนาน ทั้งคุณชยวัฒน์, คุณประวิชย์, คุณดำรง, คุณบัญชา, คุณสุนิสา เป็นต้น 
  5. บริหารธุรกิจอย่างยั่งยืน ยาวนาน ได้รางวัลต่างๆ มากมาย ล่าสุดได้ รางวัล WCA มาตรฐานของผรั่งเศส ในการตรวจสอบการจ้างงานที่ถูกต้อง เที่ยงธรรม
ข้อมูลทางการเงิน
ยอดขายคิดว่าจะเริ่ม Take-off เนื่องจาก 2557 มีปัญหาการเมือง


SG&A ยอมรับว่าค่อนข้างสูง เพราะ
- ปี 58 เพิ่มคนจาก 150 เป็น 200 คน เตรียม Take-off, มีสวัสดิการที่ดี, และส่งทีมงานไปดูงานมากขึ้น สร้างประสบการณ์ให้พนักงาน
- นอกจากนี้มีการทำสมุด  ดี passport ถ้าทำความดีก็จดไว้ ให้คะแนน เช่น บริจากอวัยวะ, บริจาคเลือด ทำมาปีที่ 5 แล้ว ปลายปีรวมคะแนน แจกโบนัส "ทำดี มีคนเห็น"
-  มีส่วนแบ่งกำไรจากงานโครงการ ป้องกันเรื่อง Corruption
-  สวัสดิการ ตรวจร่างกายให้คนงานรายวัน ประมาณ 300 กว่าคน ทุกปี ตรวจมากกว่าพนักงาน ทั้งกล้ามเนื้อ และระบบหายใจ ด้วย
- SG&A เปรียบเสมือนเหรียญ 2 ด้าน  (คิดเป็นการลงทุนละกันครับ)

ROE, ROA ก่อนเข้าตลาดสูงมาก จ่ายปันผลตลอด


Key Drivers
1. ห้างเปิดเยอะมาก คิดว่าบริษัทจะโตได้ไม่ต่ำกว่า 7 ปี

2. การใช้เงิน IPO (276 MB)
- คืนเงินกู้ ธนาคาร 115 MB (จริงๆ เป็นเงินลงทุนล่วงหน้าในโรงงาน ลำลูกกา คลอง 6 และพม่า) ปัจจุบันในพม่า ได้สัญญางานแสดงสินค้า เดือน ส.ค./ ต.ค. แล้ว และทำงาน Show Room/Corner ให้ SCG กำลังประมูลงาน 20-30 MB
- โรงงาน รังสิต คลอง 11 Budget 96.5 MB  รอกลางปี ค่อยลงเครื่องจักร ปัจจุบันลำลูกกา คลอง 6 ยังไหว

3. ยอดขาย และแนวโน้มปี 2559
- มีงาน Interior เซ็นแล้ว 327 MB (Q1,Q2, Q3 เล็กน้อย)
- งานแสดงสินค้า เซ็นแล้ว 300 MB (ครึ่งนึง Q1, ที่เหลือเฉลี่ยๆ)
- Exhibition ประมูล 270 MB hit rate 55% คิดว่า 140 MB
- Interior ประมูล hit rate 30% ก็คิดว่า 300 MB
- งานในมือน่าจะ พันกว่า ล้าน
- มีงานให้ประมูลอยู่ตลอด
- โดยรวม Q1 ปีนี้ น่าจะยอดขายดีกว่าปีที่แล้ว แต่ Bottom line ไม่ทราบ
- เป้าปี โต ไม่ต่ำกว่า 25% อยากโตอย่างยั่งยืน
- จะเปิด BU ใหม่ในส่วนของ Interior รองรับงานในอนาคต


สรุป Q&A
1. The Mall Group Blue Port / Blue Pearl อยู่ที่ไหน?
- Blue Port หัวหิน เริ่ม ตกแต่งภายใน
- Blue Pearl ภูเก็ต

2. งาน SCG ที่พม่า?
- K ไปประมูลแข่งกับรายอื่น ได้งานมา เป็นงานตกแต่ง แต่มูลค่าน้อย, ปัจจุบัน K มี Office ถาวรที่พม่าแล้ว จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ลงทุนโดย K 100% มีพนักงาน 4 คน, Revenue 2015 = 6.5 MB, ปี 2016 เป้า 30 MB คิดว่าจะ Brekeven หรือมีกำไรนิดหน่อย

3.  Gross Margin ได้ข่าวว่าจะมีโรงงาน Prefab? สัดส่วนการ Outsource?
- เดิม In-house : Outsource = 49 : 51% ผรม. ต้องการกำไร 10-15% อย่างน้อย เราทำเอง็อาจดีขึ้นซัก 10% แต่ต้องมีเงินลงทุนส่วนเพิ่ม
- หลัง IPO คิดว่า In-house 55-60% ป้องกันความเสี่ยง Cap ไว้ไม่เกิน 60%

4. Q4 GPM = 17.8% ทั้งปี 21% อยากทราบว่า Q4 เกิดอะไรขึ้น ปกติ Q4 มี Exhibition margin น่าจะดีกว่า Interior?
- Q4 รายได้ Exhibition งาน Motor Expo ต่ำกว่า Q1 งาน Motor Show
- เนื่องจาก ปีที่แล้ว มีการลงทุนล่วงหน้า ใช้เงินกู้วงเงิน 200 MB ทำให้ต้นทุนส่วนเพิ่ม
- Q1 ได้กำไรพิเศษ มีการลงทุนซื้อโครงสร้าง เพื่อมา Re-use ใน 5 ปี (ปกติ Q1 จะใกล้ๆ กับ Q4)
- โดยปกติ คิดว่าสูงกว่า 17%
- Target GPM ปี 2016 = 21% บวกลบ

5. บัญชีมีค่าใช้จ่ายรอการตัดจำหน่าย?
- จะตัดเข้า Q1/16 = 2 MB, Q4/15 = 4 MB, Q4/16 ก็จะตัดเข้าอีก = 2 MB
- ตัดค่าเสื่อม 5 ปี ปีละ 4 MB งาน Motor Show

6. SG&A มีส่วนที่เป็น Fix กี่%?
- ส่วนที่เยอะคือพนักงานส่วน Marketing เนื่องจากขยายตลาด ส่วนที่ Vary คือส่วนนี
-  HR, Admin คิดเป็นสัดส่วนประมาณ xx? (ไม่ตอบ)
- คุณ ชยวัฒน์ คิดว่า คชจ. ส่วนนี้ เกือบทั้งหมดเริ่มนิ่งแล้ว

7. NPM เทียบคู่แข่ง?
- คิดว่า อาจทำไม่ได้เยอะขนาดคู่แข่ง K เน้น ยุติธรรมและแบ่งปัน ไม่ได้มีเป้าหมายในการทำกำไรสูงสุด เน้น Sustainability
- เช่น เดือนที่แล้ว เรียกประชุม ผรม. 50-60 ราย เล่าให้ฟังเขาว่า K มี Anti Corruption, Green
- คิดว่า คุม GPM ประมาณ 21-22% กำลังพอดี
- ตั้ง PF fund ตั้งแต่มียอดขาย 60 MB ปี 2537, หักพนักงาน 3% สมทบ 5-10%, มีเงินกู้ยืมให้พนักงานแก้ปัญหาบัตรเครดิต, ประกันสุขภาพ, ลงทุนสัมมนา, ดี passport จ่ายปีละเป็นล้านบาท
- รอ Volume มา

8. Growth ในอีก 3-5 ปี ข้างหน้า จะขาดแคลนพนักงานไหม?
- สวัสดิการดี ไม่มีปัญหาพนักงาน
- Project manager สูงกว่าทีอื่น
- คนงานรายวัน Skilled labor เป็นคนไทยทั้งหมด ไม่มีปัญหาเรื่องแรงงาน

9. สัดส่วนรายได้แบ่งตามประเภท?
- Interior 50% ปีนี้จะถึง 55%

10. งาน Backlog?
- ปีนี้ 1,092 MB รับรู้เกือบทั้งหมด, ระหว่างทาง มีการประมูลเพิ่มอีก คิดว่าจะโตได้อีก 25% ต่อปี ไม่ต่ำกว่านี้ 5-7 ปี เป็นน้ำซึมบ่อทราย ต้องมีฐานแรงงาน, โรงงาน

11. งานรัฐ vs. เอกชน?
- ปี 2016 เอกชน 99%, รัฐ 1%
- K มีบริษัทลูก 1 เดียว คือ Kingsmen Myanmar ทำให้รับงานที่ลงบัญชีไม่สะดวก ลำบาก?

ข่าวแนวโน้มกิจการ จาก Website บริษัท

#จบ#

Sunday, April 17, 2016

เปิดแนวรบด้านตะวันออก

ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปทำงาน (ทริปสั้นๆ) ที่ประเทศเวียดนาม
สิ่งที่สัมผัสได้และชอบมาก ก็คือ คนเวียดนามมีความกระตือรือร้น ในการทำงาน และการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
ในทีวีก็มีโปรโมตข่าว TPP (Trans-Pacific Partnership)
ทำให้รู้สึกว่า ประเทศนี้ยังมีโอกาสเติบโต ได้อีกมาก

และจากบทความของ ล่าสุดของ อ.นิเวศน์ แนวรบด้านตะวันออก
มีการเปรียบเทียบตลาดหุ้นเวียดนาม กับตลาดหุ้นไทย อย่างเห็นภาพ
และยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจ ในการไปเปิดพอร์ท ลงทุนที่เวียดนามซะที
หลังจากเล็งๆอยู่นานหลายปีละ

และตอนนี้ก็มี VI รวมกลุ่มกันตั้ง Page Vietnam Value Investor หุ้นเวียดนาม
เลยถือโอกาสไปขอความรู้เกี่ยวกับการเปิดพอร์ท ซะเลย ซึ่ง Admin ก็ให้ข้อมูลดีมากๆ
นอกจากนี้ ใน Page ก็มีข้อมูลเชิงลึก เกี่ยวกับแต่ละบริษัทในเวียดนาม
ช่วยประหยัดเวลาศึกษาไปได้เยอะเลย
เพื่อนๆ ที่สนใจก็ลองเข้าไปทักทายพูดคุยกับ Admin ดูนะครับ ^^

อีกช่องทางหนึ่งที่กำลังศึกษาและว่าจะมาเขียนรีวิว ให้อ่านกันก็คือ
บริการดีๆ จากทาง Jitta ที่เพิ่ง Cover ตลาดหุ้นเวียดนาม
ซึงก็มีทั้ง Ranking บริษัท และข้อมูลทางการเงินครบถ้วน

เพื่อนๆที่สนใจ ตลาดหุ้นเวียดนาม ลองแลกเปลี่ยนกันใน comment ได้เลยนะครับ
ผมมือใหม่ตลาดหุ้นเวียดนามฝากตัวด้วยครับ ^^


Monday, March 14, 2016

Celebrity Investor (CI) เล่นหุ้นตามเซียน

ช่วงนี้เป็นช่วงที่หลายๆ บริษัท ทะยอยปิดทะเบียนผู้ถือหุ้นประจำปี
เพื่อใช้สำหรับเชิญประชุมผู้ถือหุ้น (XM) หรือ จ่ายปันผล  (XD)

กิจกรรมหนึ่งที่ผมต้อง Update เป็นประจำก็คือ การ Update รายชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่
โดยเฉพาะการ Update ความเคลื่อนไหวของนักลงทุนที่ผมชื่นชอบในฝีไม้ลายมือ (และต้องรู้จักชื่อจริงด้วย)
ดูว่าเขาคิดอย่างไร ถึงกล้าซื้อหุ้นในสัดส่วนที่เยอะ ขนาดติดรายชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่ได้
แนวทางนี้อาจเรียก เท่ห์ๆ ว่า "Celebrity Investor" หรือ "CI" คือ เล่นหุ้นตามเซียน

อย่างไรก็ตาม เหล่าเซียน ได้กล่าวเสมอๆ ว่า เขาอาจกำลังขายหุ้นทิ้งอยู่ก็เป็นได้ คือซื้อมานานแล้ว
ดังนั้น ก็ไม่ควรลอก จนไม่ลืมหูลืมตา โดยไม่ได้เข้าใจบริษัท หรือไม่รู้ที่ไปที่มาใดๆ เลย

สำหรับ Website ที่ใช้ในการติดตาม Update รายชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เป็นรายบุคคล
ผมใช้บริการของ website siamchart ซึ่งเป็นบริการฟรี (แต่ใครมีจิตศรัทธาก็ช่วยบริจาคสนับสนุนกันได้)
ตัวอย่าง การ search หาข้อมูลก็ตามรูปนี้



สำหรับวันนี้ ขอลองมา Review นักลงทุน ที่ผมติดตามเป็นประจำ (ที่เพื่อนๆ น่าจะรู้จักกันอยู่แล้ว) ซัก 3 ท่าน ละกันครับ

1) ปรมาจารย์ VI ของเมืองไทย : อ.นิเวศน์


- QH น่าจะติดรายชื่อ ผถห. รายใหญ่ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว 
ตอนนี้ ก็ ถือเป็นบริษัทที่มีทั้ง CEO และนักลงทุน ที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี!
- หุ้นอื่นๆ อ. ถือไว้นานมาก
- ตอนนี้สัดส่วนเงินสดของ อ. สูงถึง 30-40% 

2) อ.ไพบูลย์

- port ของ อ.ไพบูลย์ จะกระจายมากกว่า และมีบริษัทที่มี Market Cap เล็กกว่าของ อ.นิเวศน์ แต่มี potential growth สูง
- บริษัทส่วนใหญ่ ของ อ.ไพบูลย์ ก็ถือนานมาก และจะซื้อเพิ่ม หากกิจการยัง OK

3) พี่โจ ลูกอิสาน - Peter Lynch เมืองไทย และอดีตนายกสมาคม ThaiVI
(ขอแก้ไข วันที่ 15/3 TNDT ไม่มีชื่อแล้วครับ)


- ตอนนี้ได้ข่าวว่า อ.โจ มีหุ้นกว่า 40 ตัว ดังนั้น ที่ติดรายชื่อ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ นั้นอาจเป็นส่วนน้อย!
- การติดตาม Port อ.โจ นั้น ต้อง Update กันเป็นรายเดือน เพราะ อ.จะปรับพอร์ท คัดเลือกหุ้นที่ Undervalue มาเติมเข้าพอร์ท และขายหุ้นที่ราคาขึ้นถึงเป้าหมายที่ประเมินเอาไว้ออกไป 
ซึ่งหากคิดจะซื้อตาม คงอย่าทำดีกว่า แต่หากมีหุ้นอยู่แล้ว แต่อยู่ดีๆ มีชื่อ อ.ติดมาด้วย
ก็จะสร้างความฮึกเหิมขึ้นทันที ไปโม้กับเพื่อนได้ ว่า อ. ซื้อหุ้นตามเรา 555

ขอจบตอน ประมาณนี้ละกันครับ
#


Sunday, March 6, 2016

เที่ยวโฮจิมินต์ซิตี้ สักการะ วัดได๋นาม (Đại Nam Văn Hiến Temple)

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปทำงานที่เวียดนาม
วันหยุดสุดสัปดาห์ ก็เลยได้แวะเที่ยวในโฮจิมินต์ซิตี้ ก่อนกลับบ้าน
มี พี่ที่ทำงาน เป็นไกด์ นำเที่ยว พาไปไหว้พระที่วัดได๋นาม  (Đại Nam Văn Hiến Temple หรือ Golden Temple)
ซึงเป็นวัดที่ใหญ่โต อลังการมากๆ และสร้างด้วยแรงศรัทธา ของคนๆ เดียว เลย สุดยอดมาก

สถานที่ตั้ง อยู่ไม่ไกลจาก โฮจิมินต์ซิตี้ เดินทางด้วยรถยนต์ จากใจกลางเมือง ก็ไม่เกิน 1 ชม.
จริงๆ น่าจะเร็วกว่านี้ได้ แต่ถนนในเวียดนาม จำกัดความเร็ว แถมรถติดพอสมควร


ไปดูภาพมุมสูงของวัด จาก Google


ประวัติความเป็นมาคร่าวๆ วัดนี้ สร้างโดยมหาเศรษฐี ชื่อ Huỳnh Uy Dũng โดยเริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2003 การวางสถานที่ต่างๆ ก็ตามหลักฮวงจุ้ย คือ ด้านหน้าเป็นน้ำ ด้านหลังเป็นภูเขา
ที่เห็นในรูปด้านบน เป็นภูเขาใหญ่ๆ ด้านหลังวัด อันนั้นเป็น Man-made ทั้งหมด
เป็นภูเขาคอนกรีตความยาวถึง 252 เมตร ลงบันทึกใน Record ของเวียดนาม เลยทีเดียว
Concept ของวัด ทางเจ้าของแบ่ง Zone ออกเป็น เมืองมนุษย์ และเมืองสวรรค์
สะพานที่เห็นในรูปคือ สะพานเชื่อมระหว่าง เมืองมนุษย์ และเมืองสวรรค์ นั่นเอง
ไปดสถานที่จริงกันดีกว่า

ลานจำลองเมืองมนุษย์ คล้ายๆ พระราชวัง หรือ จตุรัสในประเทศจีน




ทางเข้าเมืองสรรค์






- สักการะ พระสังกัจจายน์


เซียมซีแบบจับฉลาก


มาถึง Golden Temple (จำลองเมืองสวรรค์)


จริงๆ เขาห้ามถ่ายรูปข้างใน แต่อันนี้ถ่ายจากข้างนอกเข้าไปข้างใน ถือว่าพอไหวละกันนะ

ตัว Golden Temple ภายในซึ่งดูใหญ่โตอลังการมาก
ออกแบบ โดยใช้ concept ของท้องพระโรงของจีนในสมัยโบราณ
บางคนอาจสงสัยว่าสมัยก่อน ไม่ได้มีลำโพง หรือเครื่องขยายเสียงใดๆ
ตอนหารือราชการกัน จะได้ยินกันทุกคนได้อย่างไร
ซึ่งท้องพระโรงนั้นออกแบบโดยใช้หลักการของเสียงสะท้อน และที่นี้ก็ประยุกต์ใช้หลักการเดียวกัน
พี่ไกด์ใจดี ก็แนะนำให้ไปยืนกลางท้องพระโรง แล้วลองทดสอบเสียงสะท้อนกัน
แต่ดูเหมือนสมาชิกจะไม่ค่อยกล้าพูดออกเสียงดังกันซักเท่าไหร่ เกรงใจนักท่องเที่ยวคนอื่น
ก็เลยยังไม่แน่ใจว่าจะได้ยินกันจริงรึเปล่า

ภาพพระพุทธรูปใน Golden Temple ขอใช้รูปจาก Website ของวัดละกัน


ใน Golden Temple มีจุดที่ถ่ายรูปได้ ซึ่งก็คือสิ่งนี้

ดอกไม้ (สีขาวๆ) ที่เห็นในรูป ก็คือ ดอกไม้ที่งอกทุกๆ 3000 ปี!! มีชื่อว่า Hoa ưu đàm
ใครสนใจอ่านประวัติก็ click link ตามชื่อได้เลยครับ
(พี่ไกด์เล่าอะไรเพิ่มซักอย่างเกี่ยวกับดอกไม้นี้ แต่จำไม่ได้แล้วครับ)

ออกจากตัววิหาร แล้ว ก็ไปชมทัศนียภาพด้านหลัง กันบ้าง ซึ่งก็จะประกอบด้วยเจดีย์ทองคำสูง 9 ชั้น
พร้อมด้วย Background เป็นภูเขา Man-made อย่างที่เล่าไปตอนต้น


ซึ่งตอนเริ่มสร้างวัดใหม่ๆ ก็ได้มีการติดตั้งเสียงนก  เลียนแบบธรรมชาติ และมีการ Spray น้ำเพื่อสร้างบรรยากาศ ให้เย็นสบาย
แต่พอทำไปทำมา จู่ๆ เหล่านกนางแอ่นก็หลงคิดว่าเป็นภูเขาจริงๆ
เลยมีนกนางแอ่น มาทำรัง อยู่เต็มไปหมด ทางวัดก็เลยมีรายได้จากการขายรังนกเนี่ยหล่ะ



ไปดูบรรยากาศรอบๆ


 


ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง ที่ต้องมาให้ได้ซักครั้งในเวียดนาม
โดยวัดนี้ไม่เสียค่าเข้าชมแต่อย่างใด และไม่ต้องบริจาคใดๆ ด้วย (เพราะขายรังนกเลี้ยงตัวเอง)
นอกจากวัด ทางเจ้าของก็ ได้สร้าง Theme Park ทั้ง Safari, สวนน้ำ, และเครื่องเล่นต่างๆ แต่เป้น Zone ที่ต้องเสียค่าเข้าชม
(ก็เลยไม่ได้เข้า 555 และเวลาหมดด้วย ต้องกลับ กรุงเทพฯ ซะก่อน ไว้คราวหน้ามาใหม่)

ก่อนจบ ก็มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับ ประเทศเวียดนาม
ซึ่งถือว่าเนื้อหอมมากๆ สำหรับเหล่านักลงทุน รวมทั้งเหล่า VI เมืองไทย มาฝากกันครับ
- คนใช้ รถยนต์ เพิ่มขึ้นเยอะมาก ในโฮจิมินต์ รถติด พอสมควร
- รถเกาหลี (็Hyundai) เป็นที่นิยม สาเหตุ นอกจากราคาถูก แล้ว เดาว่า ถนนหนทางในเวียดนามจำกัดความเร็ว เลยไม่รู้จะใช้รถแรงๆ ทำไม
- รถ Taxi เป็น Toyota
- อย่างไรก็ตาม รถมอเตอร์ไซค์ ยังเป็นยานพาหนะยอดฮิต มอเตอร์ไซค์เยอะจริงๆ
- ประชากรเวียดนาม ก็ตามที่ทราบกันคือ เด็กเยอะมาก ขึ้นเครื่องบินระหว่างเมือง เจอหลายครอบครัว หอบหิ้วลูกเด็กเล็กแดงขึ้นเครื่องกันเยอะเลย
- ร้านสะดวกซื้อ (convenient store) ก็ดูแล้วยังเป็นอารมณ์ร้านโชว์ห่วยอยู่ มีที่เป็น Chain บ้าง แต่ยังไม่ได้ Advance ขนาด 7-11 ในบ้านเรา หรือญี่ปุ่น
- คนเวียดนาม แสวงหาความเจริญก้าวหน้า ในหน้าที่การงาน แบบว่ากระตือรือร้น ดีมาก
- สนามบินโฮจิมินต์ ดูเหมือนจะเล็กเกินไปแล้ว นักท่องเที่ยว และนักธุรกิจ เต็มเมือง ได้ข่าวว่าที่ฮานอยสนามบินใหม่ใหญ่โต ทีเดียว
- เจอคน นักธุรกิจชาว ญี่ปุ่น นั่งเครื่องบิน ไป-กลับ ไทย-เวียดนาม เยอะเหมือนกัน, ส่วนฝรั่ง เหมือนจะไปเที่ยวกันมากกว่า (ฺBackpacker)
- เที่ยวบินขากลับ นั่ง TG ต้องขอชมว่า บริการได้แย่มากๆ เพลียจริงๆ (เอ๊ะ ชมหรือด่า...)



Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...