Showing posts with label Buddhism. Show all posts
Showing posts with label Buddhism. Show all posts

Saturday, August 18, 2012

นิทานเซ็น เรื่อง น้ำชาล้นถ้วย


นิทานเซ็น เรื่อง น้ำชาล้นถ้วย เล่าโดย.. ท่านพุทธทาสภิกขุ

เรื่องที่หนึ่ง ซึ่งไม่อยากจะเว้นเสีย ทั้งที่ เคยเอ่ยถึงแล้ว วันก่อน คือ เรื่อง น้ำชาล้นถ้วย คือว่า อาจารย์ แห่งนิกายเซ็น ชื่อ น่ำอิน เป็น ผู้มีชื่อเสียง ทั่วประเทศ และ โปรเฟสเซอร์ คนหนึ่ง  เป็น โปรเฟสเซอร์ ที่มีชื่อเสียง ทั่วประเทศ ไปหา อาจารย์น่ำอิน เพื่อขอศึกษา พระพุทธศาสนา อย่างเซ็น ในการต้อนรับ ท่านอาจารย์ น่ำอิน ได้รินน้ำชา ลงในถ้วย รินจนล้นแล้วล้นอีก โปรเฟสเซอร์ มองดูด้วยความฉงน ทนดูไม่ได้ ก็พูดโพล่งออกไปว่า "ท่านจะใส่มัน ลงไปได้อย่างไร" ประโยคนี้ มันก็แสดงว่า โมโห ท่านอาจารย์ น่ำอิน จึงตอบว่า "ถึงท่านก็เหมือนกัน อาตมาจะใส่อะไร ลงไปได้อย่างไร เพราะท่านเต็มอยู่ด้วย opinions และ speculations ของท่านเอง" คือว่า เต็มไปด้วยความคิด ความเห็น ตามความ ยึดมั่นถือมั่น ของท่านเอง และมีวิธีคิดนึก คำนวณ ตามแบบ ของท่านเอง สองอย่างนี้แหละ มันทำให้เข้าใจ พุทธศาสนาอย่างเซ็น ไม่ได้ เรียกว่า ถ้วยชามันล้น
 
ท่านครูบาอาจารย์ทั้งหลาย จะเตือนสติเด็กของเราให้รู้สึกนึกคิด เรื่องอะไรล้น อะไรไม่ล้น ได้อย่างไร ขอให้ช่วยกันหาหนทาง ในครั้งโบราณ ในอรรถกถา ได้เคย กระแหนะกระแหน ถึง พวกพราหมณ์ ที่เป็น ทิศาปาโมกข์ ต้องเอาเหล็กมาตี เป็นเข็มขัด คาดท้องไว้ เนื่องด้วย กลัวท้องจะแตก เพราะวิชาล้น นี้จะเป็นเรื่อง ที่มีความหมายอย่างไร ก็ลองคิดดู พวกเรา อาจล้น หรือ อัดอยู่ด้วยวิชาทำนองนั้น จนอะไรใส่ ลงไปอีกไม่ได้ หรือ ความล้นนั้น มันออกมา อาละวาด เอาบุคคลอื่น อยู่บ่อยๆ บ้างกระมัง แต่เราคิดดูก็จะเห็นได้ว่า ส่วนที่ล้น นั้น คงจะเป็นส่วน ที่ใช้ไม่ได้ จะจริงหรือไม่ ก็ลองคิด ส่วนใดที่เป็นส่วนที่ล้น ก็คงเป็น ส่วนที่ใช้ไม่ได้ ส่วนที่ร่างกาย รับเอาไว้ได้ ก็คงเป็น ส่วนที่มีประโยชน์ ฉะนั้น จริยธรรมแท้ๆ ไม่มีวันจะล้น โปรดนึกดูว่า จริยธรรม หรือ ธรรมะแท้ๆ นั้น มีอาการล้นได้ไหม ถ้าล้นไม่ได้ ก็หมายความว่า สิ่งที่ล้นนั้น มันก็ไม่ใช่จริยธรรม ไม่ใช่ธรรมะ ล้นออกไป เสียให้หมด ก็ดีเหมือนกัน หรือ ถ้าจะพูดอย่างลึก เป็นธรรมะลึก ก็ว่า จิตแท้ๆ ไม่มีวันล้น อ้ายที่ล้นนั้น มันเป็นของปรุงแต่งจิต ไม่ใช่ตัวจิตแท้ มันล้นได้มากมาย แต่ถึงกระนั้น เราก็ยังไม่รู้ว่า จิตแท้คืออะไร อะไรควรเป็น จิตแท้ และอะไรเป็นสิ่ง ที่ไม่ใช่จิตแท้ คือ เป็นเพียง ความคิดปรุงแต่ง ซึ่งจะล้นไหลไปเรื่อย นี่แหละ รีบค้นหาให้พบ สิ่งที่เรียกว่า จิตจริงๆ กันเสียสักที ก็ดูเหมือนจะดี
ในที่สุด ท่านจะพบตัวธรรมะอย่างสูง ที่ควรแก่นามที่จะเรียกว่า จิตแท้ หรือ จิตเดิมแท้ ซึ่งข้อนั้น ได้แก่ ภาวะแห่งความว่าง จิตที่ประกอบด้วย สภาวะแห่งความว่างจาก "ตัวกู-ของกู" นั้นแหละ คือ จิตแท้ ถ้าว่างแล้ว มันจะเอาอะไรล้น นี่เพราะเนื่องจากไม่รู้จักว่า อะไรเป็นอะไร จึงบ่นกันแต่เรื่องล้น การศึกษาก็ถูกบ่นว่า ล้น และที่ร้ายกาจที่สุด ก็คือ ที่พูดว่า ศาสนานี้ เป็นส่วนที่ล้น จริยธรรมเป็นส่วนล้น คือส่วนที่เกิน คือ เกินต้องการ ไม่ต้องเอามาใส่ใจ ไม่ต้องเอามาสนใจ เขาคิดว่า เขาไม่ต้อง เกี่ยวกับศาสนา หรือธรรมะเลย เขาก็เกิดมาได้ พ่อแม่ก็มีเงินให้ เขาใช้ให้เขาเล่าเรียน เรียนเสร็จแล้ว ก็ทำราชการ เป็นใหญ่เป็นโต ได้โดยไม่ต้อง มีความเกี่ยวข้อง กับศาสนาเลย ฉะนั้น เขาเขี่ยศาสนา หรือ ธรรมะ ออกไปในฐานะ เป็นส่วนล้น คือ ไม่จำเป็น นี่แหละ เขาจัดส่วนล้น ให้แก่ศาสนาอย่างนี้ คนชนิดนี้ จะต้องอยู่ ในลักษณะที่ ล้นเหมือน โปรเฟสเซอร์คนนั้น ที่อาจารย์น่ำอิน จะต้อง รินน้ำชาใส่หน้า หรือ ว่ารินน้ำชาให้ดู โดยทำนองนี้ทั้งนั้น เขามีความเข้าใจผิดล้น ความเข้าใจถูกนั้นยังไม่เต็ม มันล้นออกมา ให้เห็น เป็นรูปของ มิจฉาทิฎฐิ เพราะเขาเห็นว่า เขามีอะไรๆ ของเขาเต็มเปี่ยมแล้ว ส่วนที่เป็นธรรมะ เป็นจริยธรรมนี่ เข้าไม่จุ อีกต่อไป ขอจงคิดดูให้ดีเถอะว่า นี้แหละ คือ มูลเหตุที่ทำให้จริยธรรม รวนเร และ พังทลาย ถ้าเรามีหน้าที่ ที่จะต้องผดุงส่วนนี้แล้ว จะต้องสนใจเรื่องนี้

นิทานเซ็น มหรสพทางวิญญาณเพื่อจริยธรรม เล่าโดย.. ท่านพุทธทาสภิกขุ แห่งสวนโมกขพลาราม ณ หอประชุมคุรุสภา พุทธศักราช ๒๕๐๕ พิมพ์โดย ธรรมสภา

ที่มา : http://www.buddhadasa.com/zen/zen01.html

Monday, July 23, 2012

แล้วสิ่งนั้นจะผ่านพ้นไป (This too shall pass)

"แล้วสิ่งนั้นจะผ่านพ้นไป (This too shall pass)" วลีนี้เป็น วลีทีเด็ดในการลงทุนในหุ้นยามเกิดวิกฤต จะเอาไว้ปลอบใจคนติดดอย หรือเอาไว้เตือนสติ ให้อย่าหลงไปกับสภาพตลาดก็ตาม...ประกอบกับช่วงนี้เริ่มมีข่าวร้ายต่างๆ เข้ามา ทั้ง George Soros ก็ออกมาประกาศตั้งแต่เดือน มิ.ย.55 ว่าอีก 3 เดือน ยุโรป เจ๊งแน่ และสถานการณ์การเมืองในประเทศก็ยังดูคลุมเครืออยู่ ไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร นักลงทุนหน้าใหม่ อาจไม่รู้ว่าจะลงทุนตอนนี้ดีหรือไม่ คนที่ลงทุนอยู่แล้วก็สองจิตสองใจว่าจะถือเงินสดเท่าไหร่ดี?

แต่คิดมากไปก็ปวดหัวเปล่าๆ แวะไปอ่าน Facebook ของท่าน ว.วชิรเมธี ได้ข้อคิดดีๆ เกี่ยวกับ วลีนี้ "This too shall pass" เลยเอามา Share ทุกคนครับ

ในอดีตมีพระราชาผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักร ฮีบรูพระนามว่าโซโลมอน พระราชาได้สั่งให้เจ้าเมืองทุกเมืองทำของวิเศษให้อย่างหนึ่งโดยของสิ่งนั้นต้องมีคุณสมบัติพิเศษคือ...ของสิ่งนี้ จะสามารถเปลี่ยนอารมณ์ความรู้สึกของพระราชาได้ "หากมีความทุกข์อยู่ก็จะหายจากทุกข์ หากมีความสุขอยู่ก็จะคลายความสุขลง ไม่ว่ากำลังร้องไห้อยู่หรือหัวเราะอยู่ก็จะสามารถหยุดอารมณ์ทั้งสองอย่างนั้นได้"

เมื่อครบกำหนด เจ้าเมืองใหญ่เมืองใด ๆ ก็ไม่สามารถหาของตามที่พระราชาต้องการได้ แต่มีเจ้าเมืองเล็ก ๆ อยู่เมืองหนึ่งได้บอกว่ามีแหวนวิเศษมีคุณสมบัติอย่างที่พระราชาต้องการมาถวาย พระราชาจึงรีบให้มาเข้าเฝ้า เมื่อพระราชาได้เห็นแหวนวงนั้นแล้ว ปรากฏว่าเป็นเพียง แหวนทองธรรมดาเรียบ ๆ วงหนึ่ง พระราชาก็สงสัยว่าแหวนนี้จะมีความวิเศษได้อย่างไรกันเมื่อพระราชานำไปใช้ก็ปรากฏว่าแหวนวงนี้ สามารถเปลี่ยนอารมณ์ของพระองค์ได้จริง ๆ ไม่ว่าพระองค์จะกำลังมีความสุขอยู่ก็ตาม เพียงเพราะแหวนนั้นมีข้อความสั้นสลักไว้ว่า

"แล้วสิ่งนั้นจะผ่านพ้นไป"

ยามใดที่พระราชามีความสุข ความยินดีหรือมีความทุกข์ ความโกรธ ความกังวลไม่สบายใจใด ๆ ก็ตาม เมื่อมองไปที่แหวนนี้ซึ่งเตือนสติพระองค์ว่า "แล้วสิ่งนั้นจะผ่านพ้นไป" ทำให้พระองค์เข้าใจว่าสิ่งที่พระองค์กำลังประสบอยู่ไม่ว่าสุขไม่ว่าทุกข์มันไม่จีรังยั่งยืน เกิดขึ้นมาแล้วก็จากไป นับตั้งแต่นั้นมาพระราชาก็ไม่คิดที่จะนำความทุกข์มาเป็นกังวล มีความสุขก็ไม่ได้ยึดติดกับความสุขนั้น ทำให้พระราชาสามารถตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้องและตั้งหน้าตั้งตาทำเพื่อประชาชนของพระองค์จนได้ขื่อว่าเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ เป็นที่รักใคร่ของประชาชน

ในการดำเนินชีวิตของเรา เราต้องประสบกับโลกธรรม 8 คือได้ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ก็ต้องมีเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์เป็นธรรดาหากเราสามารถเตือนสติตนเองได้ว่า "แล้วสิ่งนั้นจะผ่านพ้นไป" ก็จะช่วยให้เราทำใจเป็นกลางทำใจเป็นปกติได้ เมื่อความรู้สึกต่าง ๆ เกิดขึ้น เช่น หงุดหงิด โกรธ น้อยใจ เสียใจ ขี้เกียจ วิตกกังวล หรือมีความรู้สึกตื่นเต้น ยินดีพอใจก็ตาม

ให้เรามีสติ ปรับปรุงลมหายใจยาวๆ หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ ให้เกิดความรู้สึกตัว รักษาใจเป็นกลางๆ ทำใจสงบและทำใจปล่อยวางว่า “แล้วสิ่งนั้นจะผ่านพ้นไป” เมื่อมีทุกข์ ทุกข์นั้นไม่ใช่สิ่งจีรังยั่งยืน ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะนำความทุกข์นั้นมาเป็นกังวล เมื่อมีสุข สุขนั้นก็ไม่จีรังยั่งยืนเช่นกัน เราไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ทุกสิ่งล้วนไม่เที่ยง เป็นอนิจจัง

จากหนังสือ โชคดี
พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก

Tuesday, April 12, 2011

สุข ทุกข์ ตัวเดียวกัน


บทความนี้คัดมาจากหนังสือ "ปัญหาไม่มา ปัญญาก็มี" ซึ่งได้รับมาจากรุ่นพี่ที่บริษัทครับ  โดยอ่านบทแรกก็ได้แนวคิดที่โดนใจ  เลยขอ Share เนื้อหาบทนี้เต็มๆ แบบไม่มีตัดทอน ครับ

สุข ทุกข์ ตัวเดียวกัน  หลายคนบอกว่า  ความสุขกับความทุกข์  เป็นสิ่งตรงกันข้ามกัน  ความรู้สึกก็ไม่เหมือนกัน  และก็ไม่มีใครเลือกเป็นทุกข์  ทุกคนชอบและขวนขวายให้ได้ความสุขมาเป็นของตัวเองกันทั้งนั้นให้ได้ความสุขมาเป็นของตัวเองกันทั้งนั้น  แต่น้อยคนที่จะมองเห็นอย่างทะลุปรุโปร่งว่าแท้จริงแล้ว  ไม่ว่าสุขหรือทุกข์ก็คือตัวเดียวกัน  ที่เรามองเห็นว่าสุข  ที่จริงคือความทุกข์ที่ได้รับการตอบสนอง  ทำให้ความทุกข์ที่เคยมีนั้นลดน้อยลง  ทุกๆอย่างมีเหตุผลเป็นตัวที่ทำให้เกิดขึ้น
ตัวอย่างง่ายๆ  เวลาที่ร่างกายต้องการพลังงาน  เกิดอาการหิวก็ต้องกิน  ความหิวคือความรู้สึกทุกข์  เมื่อหาอาหารมากินจนอิ่ม  เท่ากับว่าได้บำบัดระงับความทุกข์นั้น  แต่คนเรามักมองไม่ออกหรือคิดไม่ทันคิด  จึงคิดเอาเองว่ากินเพื่อความสุข  แต่ที่จริงความสุขจากการกินมันอร่อยแค่ตรงลิ้น  พอกลืนลงคอไปแล้ว  ความอร่อยก็ถูกกลืนไปด้วย  ที่เรารู้สึกว่าเป็นความสุขจังอร่อยจังก็เพราะความทุกข์  ความหิว  ความอยาก  มันได้รับการบำบัดไปชั่วขณะหนึ่งจึงรู้สึกสบายขึ้น  จนพาลหลงกันไปว่าเรามีความสุข  พอสักพักเมื่อความทุกข์มันก่อตัวขึ้นมาอีก  เช่น  เรื่มหิวขึ้นมาอีก  หรือไม่หิวแต่ไปเจออาหารที่ดูน่าทาน  หรือได้ยินคนอื่นชื่นชมว่าร้านนั้นร้านนี้อร่อย  เราก็เกิดความอยากขึ้นมาอีก  เราก็จะวิ่งหาสิ่งนั้นมาบำบัดอีก  ที่เราเข้าไปติดใจมัน  เพราะเรากำลังติดความรู้สึกที่คิดปรุงแต่งไปตามความต้องการของเราเอง  แม้บางคนจะบอกว่า  ความอยากของเค้าก็ไม่ได้ทำความเดือดร้อนให้ใคร  เพราะมีปัจจัย (เงิน) พร้อมแลกเอาความรู้สึกเป็นสุขมา  แต่ถ้าเราลองแยกแยะความเป็นจริงโดยใช้สติและปัญญา  เราก็จะเข้าใจและรู้จักความพอดี  พอใจในสิ่งที่เรามีอยู่  ไม่หลงทางไปกับอำนาจของกิเลสที่จะวนไปวนมาไม่สิ้นสุด
   พระอาจารย์ ว.วชิรเมธีกล่าวว่า  เราจะบริโภคปัจจัยสี่ด้วยคุณค่า 2 คุณค่า  คือ  1.คุณค่าแท้  2.คุณค่าเทียม  คุณค่าแท้ก็คือประโยชน์ที่แท้จริงของสิ่งนั้น  ส่วนคุณค่าเทียมคือประโยชน์แฝงของสิ่งนั้น  พระพุทธศาสนาสอนให้เราใช้ชีวิตอยู่กับคุณค่าแท้  ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม  ยารักษาโรค  ยานพาหนะ  บ้าน  ฯลฯ  เช่น  เรามีรถ  คุณค่าที่แท้จริงของรถ  คือใช้เป็นยานพาหนะ  ส่วนคุณค่าเทียมของมันก็คือ  ยี่ห้อนี้เป็นรุ่นที่เรานั่งแล้วตำรวจไม่กล้าจับ  หรือขับแล้วจากที่หน้าตาดูธรรมดาๆ ก็กลายเป็นสวย-หล่อขึ้นมาได้ในสายตาคนอื่น  ที่พูดนี้ไม่ได้หมายความว่า  การใช้ของแบรนด์เนมเป็นเรื่องผิด  ใช้ได้  ถ้าเรามีกำลังซื้อและไม่ไปเบียดเบียนใคร  แต่การที่จะใช้ชีวิตอยู่บนโลกโดยไม่รู้จักการใช้ชีวิต  โดยคำนึงถึงประโยชน์หรือคุณค่าที่แท้จริงของทุกสิ่งทุกอย่าง  จะทำให้เราเปลืองเวลา  เปลืองพลังงานความคิดไปกับวัตถุจนกระทั่งไม่มีเวลาทำอะไรเลย
   ในหลวงของเรา  ทรงใช้นาฬิกายี่ห้อใส่แล้วโก้ 40 ปี  ท่านไม่เปลี่ยนยี่ห้อ  ไม่ใช่ไม่เปลี่ยนเครื่อง  แต่ท่านยังใช้ยี่ห้อเดิมตลอด  ที่ไม่เปลี่ยนก็เพราะพระองค์เห็นว่า  ยี่ห้อนี้ใช้อย่างนี้มันมีประโยชน์มาก  ทรงคำนึงถึงประโยชน์เป็นหลัก  ไม่ได้ตามแฟชั่น  ท่านจึงเป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้ชีวิตตามความจำเป็น  ไม่ใช่ใช้ชีวิตตามความพอใจ
   สุขหรือทุกข์  เป็นผลจากสิ่งที่เราสมมติขึ้นมา  สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นมันก็เป็นของมันอย่างนั้น  แต่เราเองต่างหากที่เป็นคนใส่ความรู้สึกลงไป  ถ้าสิ่งนั้นหรือเหตุการณ์นั้น  เราชอบ  เราถูกใจ  หรือเป็นไปตามที่คาดหวัง  ก็คือความสุข
   ในทางกลับกัน  เราไม่ชอบ  ไม่ได้ดั่งใจ  ความทุกข์ก็จะบังเกิดขึ้นในใจเราทันที  เพราะฉะนั้น  จะสุขหรือทุกข์  เป็นผลจากสิ่งที่เราเลือกมอง  เหมือนกระดาษแผ่นใหญ่สีขาวที่มีจุดสีดำๆปรากฎอยู่  ซึ่งส่วนใหญ่ก็ยังเป็นพื้นสีขาว  ก็อยู่ที่ว่าเราจะเลือกมองแต่จุดสีดำๆ หรือพื้นที่สีขาวมากกว่ากัน
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...