อ่าน ตอนที่ 1 ตาม link เลยครับ
Q&A
1. เป้าหมายการลงทุน กลุ่มโรงพยาบาลที่ถือหุ้นไม่ถึง 20%
- VIBHA ถือหุ้นแบบ oneway เช่น SKR, สินแพทย์ โดยหากเห็นว่ามีการเติบโต ก็จะลงทุนเพิ่มแน่นอน
2. การหยุดให้บริการคนไข้บัตรทองของโรงพยาบาลช้างเผือก
- คาดว่าจะไม่มีผลกระทบ ปี 2014 ขาดทุน เนื่องจากมีการให้บริการลูกค้าบัตรทอง, ปีนี้จะกำไร
3. รายละเอียดเงินลงทุนในกลุ่มโรงพยาบาลวิภารวม
- การลงทุนแต่ละโรงพยาบาลสร้างใหม่ ประมาณ 700-1,000 ล้านบาท แต่มีตัวแปรคือ ราคาที่ดิน (อาคาร 500-600 ล้านบาท ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง, ส่วนที่ดินไม่เกิน 300 ล้านบาท พื้นที่ 10 ไร่)
- ตอนนี้มุ่งไปลงทุนที่นิคม ตัวอย่าง เช่น วิภารามอมตะ จะทำให้เติบโตเร็วกว่าปกติ เนื่องจากมีฐานผู้ประกันตน อยู่
- จะไปลงทุนเพิ่มที่ วิภารามอมตะระยอง
- เงินจากการออก Warrant จะใช้ในการลงทุนโรงพยาบาลใหม่ๆ
4. มีการเปลี่ยนชื่อโรงพยาบาลให้มีชื่อ "วิภาวดี" หรือ "วิภาราม" หรือไม่
- มีแนวคิดนี้อยู่ จะทำให้การส่งต่อผู้ป่วย ทำได้ดีขึ้น คาดว่าจะใช้เวลา 5 ปี (แต่ในทางพฤตินัย ก็ทำอยู่แล้ว)
5. เป้าหมายการเติบโตของรายได้ 3 ปี ข้างหน้า
- มีโรงพยาบาลเกิดใหม่ ทุกปี กำไรอาจลดลงช่วงแรก แต่ก็มีลูกที่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ น่าจะชดเชยได้ คิดว่า จะทำให้ธุรกิจโรงพยาบาลไม่สะดุด (หากหยุดสร้างโรงพยาบาลใหม่เมื่อไหร่ กำไรจะโตเร็ว)
- มองว่าเป็นการสร้างโอกาสเมื่อ AEC เปิด ให้ต่างชาติมาเลือกลงทุนได้ อาจให้หุ้นราคาที่ถูกกว่าโรงพยาบาลที่มีกำไรเยอะๆ
- สรุป เป้ารายได้ คาดว่าจะเติบโตทุกปี, แต่กำไรสุทธิ คาดว่าจะโต 10% ต่อปี
6. รายได้รวมปี 2559 และงบลงทุนเฉลี่ย
- รายได้โตไม่น้อยกว่า 10%
- เงินลงทุนต้องใส่เพิ่ม ประมาณ 300-400 ล้านบาท/ปี
- มีเงินจาก Warrant 1,200 ล้านบาท / 5 ปี
- มี Warrant ทำให้แทบ ไม่ต้องกู้เงิน โดยจะรักษา D/E Ratio = 1 : 1
- ไม่ต้องกังวลเรื่องเพิ่มทุนแน่นอน
- ปันผลดีต่อเนื่อง ดูแลผู้ถือหุ้นเป็นอย่างดี อยากให้ถือในระยะยาว
7. รายได้เฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องใน 3 ปี ที่ผ่านมาพอจะ Breakdown เป็น Volume คนไข้, Intensity, และการปรับราคาค่ารักษาพยาบาล?
- โรงพยาบาลที่เปิดนานๆ เช่น วิภาวดี อัตราการเพิ่มคนไข้ต่ำ
- โรงพยาบาลเปิดใหม่ คนไข้เติบโตสูง
- เหมือนการจับปลา ในทะเล เปิดนานๆ ไม่ค่อยมีปลาให้จับแล้ว แต่ก็มีวิธีการเติบโตคือ ต้องเพิ่มท่ายาก รักษาโรคยากๆ เช่น โรคหัวใจ, โรคสมอง
- แยกรายละเอียดยากว่าที่โต 10% มาจากอะไรบ้าง
- คุณชัยสิทธิ์ มองว่าธุรกิจโรงพยาบาล ยังต่อยอดไปได้มาก ไม่ได้มองว่าต้องมารักษาคนอย่างเดียว เช่น พวก Consumer Product มี Margin สูงมาก และความเสี่ยงในการถูกฟ้องร้องก็ต่ำกว่า
- ความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของโรงพยาบาล ก็คือ ความเสี่ยงในการถูกฟ้องร้อง
- รายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการปรับราคายา ในท้องตลาดก็ขึ้นอยู่ตลอดเวลา VIBHA มีการปรับให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และมีระบบการติดตามควบคุมภายในเพื่อลดการรั่วไหล
8. ตึกใหม่ที่ VIBHA plan จะทำอะไรบ้าง, Utilization rate ยังไม่เต็ม?
- Utilization Rate เป็นอัตราการครองเตียงเฉลี่ยทั้งปี มี High / Low Season เช่น ช่วงไข้เลือดออก โดยทั่วไปประมาณ 60% กว่าๆ, เจ้าหน้าที่ ER ก็ต้องเตรียมความพร้อมคนไว้เยอะๆ
- VIBHA มี Net Profit 12-13%, บางโรงพยาบาลที่ถืออยู่ ก็มี EBITDA แค่ 6-7% ถือว่า VIBHA ก็คิดค่าบริการสมเหตุสมผล
- ตั้งเป้าหมายไว้ซัก 300 เตียง
- พื้นที่ ที่จะลงทุนใหม่ คิดว่าจะเพิ่มมูลค่าที่ดินทั้งแปลง เพราะอีก 2 ไร่กว่า ก็ติดหัวถนน ราคาที่ดิน จะกลายเป็น 250,000 บาท/ตร.ว. ทั้งหมด และมีรถไฟฟ้า อยู่ใกล้ สมัยก่อนซื้อมาแค่ 10,000 กว่า/ตร.ว. มี Hidden Asset อยู่นะ เป็น 1,000 ล้านบาท
- ส่วนหนึ่งจะทำเป็น Mall เล็กๆ ด้วย ที่เหลือเป็นโรงพย
Wrap Up
- VIBHA ธุรกิจหลักๆ เป็นกลุ่ม Healthcare ซึ่งก็ถือว่าเป็นกลุ่ม Defensive Stock ที่ดีกลุ่มหนึ่ง มีผลประกอบการที่สม่ำเสมอ ทำให้โดยปกติ ตลาดจะให้ Premium กับหุ้นในกลุ่มนี้ตลอดเวลา
- กลยุทธ์การเติบโต ที่น่าสนใจของบริษัท ก็คือ การขยายโรงพยาบาลร่วมกับกลุ่มโรงพยาบาลรามคำแหง ในนาม "โรงพยาบาลวิภาราม" แต่ช่วงเปิดโรงพยาบาลใหม่ ก็อาจฉุดผลประกอบการลงบ้าง
- เจตนารมณ์ Warrant ชัดเจน เพื่อการลงทุนในอนาคต และต้องการให้แปลงเพื่อเอาเงินเข้าบริษัทมาลงทุน
- ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เป็นนักลงทุน มือฉมัง มีความมุ่งมั่น ที่จะนำพากิจการบริษัทให้เจริญเติบโต รวมไปถึงมุ่งหวังที่จะเพิ่ม Market Value ด้วย ซึ่งก็ทำได้ตามที่เคยตั้งเป้าไว้ก่อนหน้า ก็ต้องดูว่า จะทำได้ตามเป้าหมายใหม่หรือไม่ น่าสนใจครับ สำหรับบริษัทนี้
Showing posts with label Healthcare. Show all posts
Showing posts with label Healthcare. Show all posts
Sunday, December 20, 2015
Saturday, December 19, 2015
VIBHA ถึงเวลาออก Oppday กับเขาบ้าง
เป็นครั้งแรกสำหรับการออก Opportunity Day ของ VIBHA
วัตถุประสงค์ก็เพื่อให้ นักลงทุนรายย่อย มีความเข้าใจธุรกิจของบริษัทได้ดียิ่งขึ้น
(มาได้ถูกเวลาเลยครับ)
โดยคุณ Ojoflick update เอาไว้ให้ตาม Link ข้างล่างนี้
Oppday ครั้งแรกของ VIBHA 3Q/15
ข้อมูลธุรกิจ
- VIBHA เป็นโรงพยาบาลเอกชน เริ่มดำเนินการปี 1986 มีขนาด 100 เตียง ปัจจุบัน มีขนาด 250 เตียง
- Listed ปี 1992
- ปัจจุบัน VIBHA มีการลงทุนในหลายๆ ธุรกิจ ทั้งกลุ่มโรงพยาบาล ได้แก่ CMR, SKR, VibhaRam และบริษัทที่ไม่ได้ทำธุรกิจโรงพยาบาล ได้แก่ Innovation Technology และ ทิพยบดินทร์ เป็นต้น
- ได้รางวัลต่างๆ มากมาย, ติด Top 200 บริษัทที่น่าลงทุนจากนิตยสาร Forbes Asia
- ที่ตั้งโรงพยาบาล และสัดส่วนการถือหุ้นในแต่ละโรงพยาบาล
- บริษัทตั้งเป้าหมาย รายได้เติบโตปีละ 10%
- ปี 2015 นี้คาดว่ากำไรสุทธิจะเติบโต 20%
- สถานะทางการเงินแข็งแกร่ง ไม่ได้มีปัญหาอะไร
- งบเดี่ยว ของ VIBHA ปีนี้คาดว่าจะเติบโต 12% จากปีที่แล้ว
- โรงพยาบาลวิภาวดีเอง มีคนไข้ประมาณ 500,000 คนต่อปี, คนไข้ต่างชาติ 1.89% ไม่ได้มีการให้บริการคนไข้ประกันสังคมและบัตรทอง, OPD : IPD = 54% : 46%, Utilization Rate 62.55%, Insurance : Self Pay = 54% : 45%, Quota คนไข้ประกันสังคมประมาณ 400,000 คน
- CMR คือ กลุ่มโรงพยาบาลลานนา มีโรงพยาบาลในกลุ่ม ตามด้านล่าง
- กลุ่ม CMR มีคนไข้ประมาณ 1.2 ล้านคน, 873 เตียง, Utilization Rate 63%, จำนวนวันนอน 2.7 daybed, กลุ่มลูกค้า IPD : OPD : Social : UC = 42 : 34 : 22 : 2 โดยจะลดสัดส่วนคนไข้บัตรทอง
- กลุ่ม CMR ปีนี้คาดว่ารายได้เติบโตตลอด และปีนี้ทำ อัตรากำไรสุทธิดีขึ้น กำไร 9 เดือนปี 2015 เกินทั้งปี 2014
- กลุ่ม VibhaRam มีแผนการขยายงานทุกปี
- กลุ่ม VibhaRam มีคนไข้ ประมาณ 1.2 ล้านคน, ปัจจุบันมี 856 เตียง, Utilization Rate 77%, 3.37 daybed, IPD : OPD : Social : UC = 28 : 27 : 23 : 22, Quota คนไข้ประกันสังคมประมาณ 270,000 คน
- กำไรกลุ่ม VibhaRam ปีนี้คาดว่าจะต่ำกว่าปีที่แล้ว
- โรงพยาบาลวิภาวดี มีแผนขยายโรงพยาบาล ซื้อที่เพิ่มมาแล้วประมาณ 2 ไร่ จะสร้างอาคาร พื้นที่ขนาด 17,000-18,000 ตร.ม.
- ลงทุน 10% ใน Innovation Tech เป็นที่ปรึกษา ออกแบบ จัดการ พัฒนาการใช้พลังงาน รายรับ 172 ล้านบาท กำไรสุทธิ 5.3 ล้านบาท
- ลงทุน 99.99% ใน Princeton Park เป็นโรงแรม 270 ห้อง และ 10% ใน Legacy Golf Club, รายได่ประมาณ 100 ล้านบาท กำไร มีการปรับทางบัญชี ปี 2015 คาดว่ากำไรไม่น้อยกว่า 4 ล้านบาท และยังไม่ได้รับรู้กำไรจากสนามกลอฟ์ เพราะยังไม่ได้รับปันผล
- ลงทุน 50% ในบริษัท ทิพยบดินทร์ ผลิตอุปกรณ์เกี่ยวกับการล้างไต รายได้ 170 ล้านบาท เติบโตดี กำไร 7.7 ล้านบาท และปี 2015 มีการเข้าซื้อ Chingtex เป็นบริษัทผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์แบบใช้แล้วทิ้ง เริ่มผลิตแล้ว แต่ยังไม่ได้ขายให้บริษัทในกลุ่ม
- มีข้อมูลหุ้นให้ดูด้วย แจ่มเลย
ตอนที่ 2 ครับ
วัตถุประสงค์ก็เพื่อให้ นักลงทุนรายย่อย มีความเข้าใจธุรกิจของบริษัทได้ดียิ่งขึ้น
(มาได้ถูกเวลาเลยครับ)
โดยคุณ Ojoflick update เอาไว้ให้ตาม Link ข้างล่างนี้
Oppday ครั้งแรกของ VIBHA 3Q/15
ข้อมูลธุรกิจ
- VIBHA เป็นโรงพยาบาลเอกชน เริ่มดำเนินการปี 1986 มีขนาด 100 เตียง ปัจจุบัน มีขนาด 250 เตียง
- Listed ปี 1992
- ปัจจุบัน VIBHA มีการลงทุนในหลายๆ ธุรกิจ ทั้งกลุ่มโรงพยาบาล ได้แก่ CMR, SKR, VibhaRam และบริษัทที่ไม่ได้ทำธุรกิจโรงพยาบาล ได้แก่ Innovation Technology และ ทิพยบดินทร์ เป็นต้น
- ได้รางวัลต่างๆ มากมาย, ติด Top 200 บริษัทที่น่าลงทุนจากนิตยสาร Forbes Asia
- ที่ตั้งโรงพยาบาล และสัดส่วนการถือหุ้นในแต่ละโรงพยาบาล
- บริษัทตั้งเป้าหมาย รายได้เติบโตปีละ 10%
- ปี 2015 นี้คาดว่ากำไรสุทธิจะเติบโต 20%
- สถานะทางการเงินแข็งแกร่ง ไม่ได้มีปัญหาอะไร
- งบเดี่ยว ของ VIBHA ปีนี้คาดว่าจะเติบโต 12% จากปีที่แล้ว
- โรงพยาบาลวิภาวดีเอง มีคนไข้ประมาณ 500,000 คนต่อปี, คนไข้ต่างชาติ 1.89% ไม่ได้มีการให้บริการคนไข้ประกันสังคมและบัตรทอง, OPD : IPD = 54% : 46%, Utilization Rate 62.55%, Insurance : Self Pay = 54% : 45%, Quota คนไข้ประกันสังคมประมาณ 400,000 คน
- CMR คือ กลุ่มโรงพยาบาลลานนา มีโรงพยาบาลในกลุ่ม ตามด้านล่าง
- กลุ่ม CMR มีคนไข้ประมาณ 1.2 ล้านคน, 873 เตียง, Utilization Rate 63%, จำนวนวันนอน 2.7 daybed, กลุ่มลูกค้า IPD : OPD : Social : UC = 42 : 34 : 22 : 2 โดยจะลดสัดส่วนคนไข้บัตรทอง
- กลุ่ม CMR ปีนี้คาดว่ารายได้เติบโตตลอด และปีนี้ทำ อัตรากำไรสุทธิดีขึ้น กำไร 9 เดือนปี 2015 เกินทั้งปี 2014
- กลุ่ม VibhaRam มีแผนการขยายงานทุกปี
- กลุ่ม VibhaRam มีคนไข้ ประมาณ 1.2 ล้านคน, ปัจจุบันมี 856 เตียง, Utilization Rate 77%, 3.37 daybed, IPD : OPD : Social : UC = 28 : 27 : 23 : 22, Quota คนไข้ประกันสังคมประมาณ 270,000 คน
- กำไรกลุ่ม VibhaRam ปีนี้คาดว่าจะต่ำกว่าปีที่แล้ว
- โรงพยาบาลวิภาวดี มีแผนขยายโรงพยาบาล ซื้อที่เพิ่มมาแล้วประมาณ 2 ไร่ จะสร้างอาคาร พื้นที่ขนาด 17,000-18,000 ตร.ม.
- ลงทุน 10% ใน Innovation Tech เป็นที่ปรึกษา ออกแบบ จัดการ พัฒนาการใช้พลังงาน รายรับ 172 ล้านบาท กำไรสุทธิ 5.3 ล้านบาท
- ลงทุน 99.99% ใน Princeton Park เป็นโรงแรม 270 ห้อง และ 10% ใน Legacy Golf Club, รายได่ประมาณ 100 ล้านบาท กำไร มีการปรับทางบัญชี ปี 2015 คาดว่ากำไรไม่น้อยกว่า 4 ล้านบาท และยังไม่ได้รับรู้กำไรจากสนามกลอฟ์ เพราะยังไม่ได้รับปันผล
- ลงทุน 50% ในบริษัท ทิพยบดินทร์ ผลิตอุปกรณ์เกี่ยวกับการล้างไต รายได้ 170 ล้านบาท เติบโตดี กำไร 7.7 ล้านบาท และปี 2015 มีการเข้าซื้อ Chingtex เป็นบริษัทผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์แบบใช้แล้วทิ้ง เริ่มผลิตแล้ว แต่ยังไม่ได้ขายให้บริษัทในกลุ่ม
- มีข้อมูลหุ้นให้ดูด้วย แจ่มเลย
Thursday, July 30, 2015
มองหุ้นกลุ่ม Healthcare (2)
อยาก เริ่มต้นศึกษาหุ้นในกลุ่มโรงพยาบาล จะทำอย่างไรดี
ขอใช้วิธีที่เคยศึกษากลุ่มอื่นๆ ละกันครับ
เริ่มจาก ดูบริษัทในกลุ่มนี้กันก่อนเลย ว่ามีบริษัทไหนที่ดูดีมีสกุลบ้าง
เข้าเวบ www.settrade.com หาข้อมูลอันดับในอุตสาหกรรมออกมาได้ตามนี้
ข้อมูลวันที่ 29/7/15
มีทั้งหมด 15 บริษัทด้วยกันที่อยู่ในกลุ่มนี้
- ยังไม่นับบริษัทที่อยากจะเข้ามาใน sector นี้เพิ่ม ตอนนี้ที่พอทราบก็มี EVER, SUC/PRAKIT
- และยังไม่รวมบริษัทที่ไม่ใช่โรงพยาบาลเช่นพวก LDC (ร้านหมอฝัน), MEGA/APCO (ขายอาหารเสริม)
จากตารางข้างบนก็ถือว่าราคาหุ้นกลุ่มนี้แพงไม่เบาทีเดียว
คงเป็นเพราะคุณลักษณะในการเป็นหุ้น defensive stock และอยู่ใน mega trend aging society
ก็เลยเป็นที่ต้องการของตลาดในช่วงนี้พอสมควร
แต่ดูตารางข้างบนก็ยังไม่ค่อยสะใจ (ข้อมูลน้อยไป) ลองไปดูข้อมูลสัดส่วนทางการเงินต่างๆ
จาก website http://siamchart.com/stock/HELTH
และลอง sort ตาม Magic Number ซะเลย (ROE สูง, PE ต่ำ) ได้ออกมาตามด้านล่าง
เอาหล่ะ ใน List ที่น่าสนใจ ก็มี
- NTV สัดส่วนทางการเงินดูดีทีเดียว ROE 21%, ROA 19.5%, ปันผลจ่ายก็ดีกว่าฝากแบงค์ 3%, Market Cap. ประมาณ 5,320 ล้านบาท กำลังดีเลยแฮะ
- BDMS แน่นอน เป็น เบอร์ 1 ในตลาดด้าน Market Cap. เอาไว้เปรียบเทียบ (แต่ราคาก็แพงใช้ได้)
- อื่นๆ ไว้ดูเพิ่มอีกที ลองเปรียบเทียบ 2 บริษัทข้างบนดูก่อน
เอ แล้วจะต้องเปรียบเทียบในแง่มุมไหนบ้าง
ลอง search google ดู เจอเอกสารนี้น่าสนใจ
http://goo.gl/7gS0Dg
สรุปเป็น checklist ที่จะศึกษา[บริษัทใน Sector Healthcare เอาไว้ก่อนละกันครับ
1. บริษัทอยู่ในอุตสาหกรรมที่เติบโตไหม ?
- Health sector โตแน่นอน Mega Trend Aging Society
2. กลุ่มลูกค้า (ผู้ป่วย) ของโรงพยาบาล คือ กลุ่มไหน? (จะบอกว่า ใครเป็นคนจ่ายตังค์ให้โรงพยาบาล)
- High-end (เน้น Brand) / Specialty Chain (โรคเฉพาะทาง) / กลุ่มประกันสังคม / etc.
3. การเข้าสู่ตลาดของบริษัทนั้นๆทำอย่างไร
- Greenfield (สร้างโรงพยาบาลใหม่) / M&A (ควบรวมกิจการ) / ขยายโรงพยาบาลเดิม
4. Operation efficiency ของแต่ละบริษัท
- ความสามารถในการควบคุมต้นทุน, etc.
(ไว้ต่อตอนหน้านะครับ)
อ่านย้อนหลัง
มองหุ้นกลุ่ม Healthcare (1)
ขอใช้วิธีที่เคยศึกษากลุ่มอื่นๆ ละกันครับ
เริ่มจาก ดูบริษัทในกลุ่มนี้กันก่อนเลย ว่ามีบริษัทไหนที่ดูดีมีสกุลบ้าง
เข้าเวบ www.settrade.com หาข้อมูลอันดับในอุตสาหกรรมออกมาได้ตามนี้
ข้อมูลวันที่ 29/7/15
มีทั้งหมด 15 บริษัทด้วยกันที่อยู่ในกลุ่มนี้
- ยังไม่นับบริษัทที่อยากจะเข้ามาใน sector นี้เพิ่ม ตอนนี้ที่พอทราบก็มี EVER, SUC/PRAKIT
- และยังไม่รวมบริษัทที่ไม่ใช่โรงพยาบาลเช่นพวก LDC (ร้านหมอฝัน), MEGA/APCO (ขายอาหารเสริม)
จากตารางข้างบนก็ถือว่าราคาหุ้นกลุ่มนี้แพงไม่เบาทีเดียว
คงเป็นเพราะคุณลักษณะในการเป็นหุ้น defensive stock และอยู่ใน mega trend aging society
ก็เลยเป็นที่ต้องการของตลาดในช่วงนี้พอสมควร
แต่ดูตารางข้างบนก็ยังไม่ค่อยสะใจ (ข้อมูลน้อยไป) ลองไปดูข้อมูลสัดส่วนทางการเงินต่างๆ
จาก website http://siamchart.com/stock/HELTH
และลอง sort ตาม Magic Number ซะเลย (ROE สูง, PE ต่ำ) ได้ออกมาตามด้านล่าง
เอาหล่ะ ใน List ที่น่าสนใจ ก็มี
- NTV สัดส่วนทางการเงินดูดีทีเดียว ROE 21%, ROA 19.5%, ปันผลจ่ายก็ดีกว่าฝากแบงค์ 3%, Market Cap. ประมาณ 5,320 ล้านบาท กำลังดีเลยแฮะ
- BDMS แน่นอน เป็น เบอร์ 1 ในตลาดด้าน Market Cap. เอาไว้เปรียบเทียบ (แต่ราคาก็แพงใช้ได้)
- อื่นๆ ไว้ดูเพิ่มอีกที ลองเปรียบเทียบ 2 บริษัทข้างบนดูก่อน
เอ แล้วจะต้องเปรียบเทียบในแง่มุมไหนบ้าง
ลอง search google ดู เจอเอกสารนี้น่าสนใจ
http://goo.gl/7gS0Dg
สรุปเป็น checklist ที่จะศึกษา[บริษัทใน Sector Healthcare เอาไว้ก่อนละกันครับ
1. บริษัทอยู่ในอุตสาหกรรมที่เติบโตไหม ?
- Health sector โตแน่นอน Mega Trend Aging Society
2. กลุ่มลูกค้า (ผู้ป่วย) ของโรงพยาบาล คือ กลุ่มไหน? (จะบอกว่า ใครเป็นคนจ่ายตังค์ให้โรงพยาบาล)
- High-end (เน้น Brand) / Specialty Chain (โรคเฉพาะทาง) / กลุ่มประกันสังคม / etc.
3. การเข้าสู่ตลาดของบริษัทนั้นๆทำอย่างไร
- Greenfield (สร้างโรงพยาบาลใหม่) / M&A (ควบรวมกิจการ) / ขยายโรงพยาบาลเดิม
4. Operation efficiency ของแต่ละบริษัท
- ความสามารถในการควบคุมต้นทุน, etc.
(ไว้ต่อตอนหน้านะครับ)
อ่านย้อนหลัง
มองหุ้นกลุ่ม Healthcare (1)
Tuesday, July 28, 2015
มองหุ้นกลุ่ม Healthcare (1)
ช่วงนี้ต้องยุ่งเกี่ยวกับโรงพยาบาลอยู่บ่อยๆ
ถือโอกาสศึกษาธุรกิจโรงพยาบาล และ Healthcare มันซะเลย
เริ่มต้น แปะข้อมูล Comment ที่น่าสนใจสำหรับหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลจาก พี่ leky thaivi ครับ
http://board.thaivi.org/viewtopic.php?f=14&t=50610&start=1740
ถือโอกาสศึกษาธุรกิจโรงพยาบาล และ Healthcare มันซะเลย
เริ่มต้น แปะข้อมูล Comment ที่น่าสนใจสำหรับหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลจาก พี่ leky thaivi ครับ
http://board.thaivi.org/viewtopic.php?f=14&t=50610&start=1740
leky wrote:
เห็นคุณลูกหินพูดถึงเรื่องหุ้นรพ. ผมเลยอยากจะแชร์หน่อยครับ
อันนี้เป็นมุมมองของผมนะครับ อาจจะเอาความรู้สึกส่วนตัวเข้ามาด้วย
ผม ว่าประเด็นที่หุ้นรพ.กลายเป็นหุ้นแทบจะเรียกได้ว่าเป็น Super stock นั้น ในความเห็นส่วนตัวของผม ผมคิดว่าส่วนหนึ่งเกิดจากเมกาเทรนด์จริงแต่ส่วนหนึ่งผมคิดว่ามันก็มีกระแส เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยครับ อาจจะเรียกได้ว่า 1+1 มันไม่ใช่เท่ากับ 2 แต่มันกลายเป็น 3 หรือ 4
ผมเองทันเห็นหุ้นรพ.ที่สมัยหนึ่ง ตลาด "ไม่เอา" บางตัวเจอหนี้จากยุคปี 40 ทันเห็น CPALL สมัยที่ยังเป็น CP7-11 ตัวหลังนี้ตอนนั้นผมยังคิดอยู่เลยว่าทำไมคนถึงไม่เล่นกัน ตัวเองก็เคยซื้อที่ 46 บาท น่าจะ low มากในตอนนั้น แต่ตอนนั้นเป็นมุมของคนที่ "เล่นหุ้น" นะครับ
จริงอยู่ครับ แนวโน้มของคนไทยเข้าสู่ภาวะผู้สูงอายุ ตรงนี้เป็นเมกาเทรนด์แน่ ๆ แบบในญี่ปุ่นหรือบางประเทศ
แต่ สิ่งที่ต้องระวังไว้อย่างหนึ่งที่ผมไม่ค่อยเห็นคนพูดถึงกันซักเท่าไหร่ก็คือ "โครงสร้างของลักษณะการจ่ายเงินของผู้ป่วยในรพ.เอกชน" ครับ
ต้อง เข้าใจนิดหนึ่งครับ ว่าถ้าจะดูที่การเติบโตจากการสร้างรพ.แห่งหนึ่งแล้วค่อย ๆ ทำให้มีคนไข้เข้ามารักษาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นั้น กรณีแบบนี้ทำได้ "ไม่ง่าย" นักครับ ผมว่าเติบโตปีละ 10% ก็ถือว่าเก่งแล้วครับ ถ้าเอาแบรนด์เป็นจุดเสริมหาคนไข้ต่างชาติเข้ามา ผมว่าตัวเลขก็คงดีกว่านี้ไม่มากนัก ยังไม่นับว่าจริง ๆ รพ.นี่แหละครับ ยอดผู้ใช้บริการขึ้นกับสภาวะเศรษฐกิจอย่างชัดเจน ผมเคยคุยกับแพทย์ท่านหนึ่งที่อยู่รพ.เอกชนในยุคปี 40 เค้าบอกว่า รพ.คนไข้น้อยมาก ดูสิ้นหวังมากครับ
ถ้าเราย้อนไปดู ผมว่ารพ.เอกชนเจ้าใหญ่ ๆ ทุกวันนี้ที่รายได้ดูโตมาก ส่วนหนึ่งเลยเพราะเค้าใช้วิธีซื้อกิจการครับ รวมถึงการควบรวม การซื้อกิจการที่แบรนด์ด้อยกว่า เปลี่ยนเป็นแบรนด์ที่มันดูดีกว่า แต่ทีมหมอยังเป็นชุดเดิม ส่วนค่ารักษานี่ผมไม่แน่ใจว่าจะอัพตามมากน้อยแค่ไหน ตรงนี้ครับ เป็นกลยุทธที่ทำให้กำไรดูเติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างแท้จริง
ถ้าย้อนมา ดูเรื่องลักษณะโครงสร้างทางรายได้ที่ผมบอกไป สิ่งที่จะทำให้รพ.ได้ประโยชน์อย่างแท้จริงจากการที่มีผู้สูงอายุมากขึ้นก็ คือ คนไข้กลุ่มที่เรียกกว่ากลุ่มเงินสดครับ หมายถึงควักเงินจ่ายเอง ไม่ได้ใช้ประกันชีวิตหรือสิทธิ์การรักษาอย่างอื่น ๆ
ที่ผมต้องบอกอ ย่างน้้นก็เพราะว่าทุกวันนี้โครงสร้างทางรายได้ของรพ.แต่ละโรงมันมีความแตก ต่างกันครับ บางรพ.เน้นกลุ่มคนไข้ประกันสังคม บัตรทอง ซึ่งตรงนี้มาร์จิ้นต่ำ เน้นการบริหารต้นทุน เพราะได้เงินจากรัฐมาก้อนใหญ่ แต่ต้องทำอย่างไรก็ได้ให้เงินเหลือ
บางรพ.สัดส่วนคนไข้กลุ่มที่เบิก ค่ารักษาจากประกันชีวิตกับเงินสด สัดส่วนใกล้เคียงกัน ซึ่งในส่วนของกลุ่มประกันชีวิตนั้น ส่วนหนึ่งเป็นประกันที่ทำส่วนตัว แต่อีกส่วนหนึ่งซึ่งก็ใหญ่ไม่แพ้กันก็คือประกันกลุ่มที่มาจากบ.ต่าง ๆ ที่คุ้มครองพนักงาน ซึ่งทำให้คนไข้จำนวนไม่น้อย ใช้สิทธิ์ประกันตรงนี้แทนที่จะเป็นพวกบัตรทอง ประกันสังคม
นั่นก็แปล ว่าสิทธิตรงนี้มันมีความไม่แน่นอนอยู่ครับ เช่นถ้าย้ายที่ทำงานเค้าอาจจะไม่มีสิทธิ์ตรงนี้แล้ว กลายเป็นประกันสังคม แนวโน้มที่จะเปลี่ยนไปรพ.อื่นก็มีครับ หรือแม้แต่ประกันส่วนตัว ถ้าวันหนึ่งจ่ายไม่ไหว หรือประกันครอบคลุมโรคค่าใช้จ่ายสูงไม่ได้ สุดท้ายก็ไปรพ.รัฐหรือกลับไปใช้สิทธิ์ขั้นพื้นฐานคือ บัตรทองและประกันสังคมครับ
ผมเข้าใจว่าการที่เศรษฐกิจดีขึ้น ธุรกิจต่าง ๆ ก็ยอมควักเงินทำประกันให้พนักงานด้วยเช่นกันครับ หรือบางบ.ก็มีงบตรงนี้ให้พนักงานไปเลยซึ่งก็มักจะเป็นบ.ใหญ่ ๆ บางบ.ก็ใช้สองอย่างเพื่อลดความเสี่ยง
ถ้าย้อนกลับมาดู คนที่จะเดินเข้ารพ.เอกชนแล้วจ่ายเงินได้เอง โดยไม่ต้องพึ่งสิทธิ์การรักษาต้องเป็นคนที่ "มีเงินเก็บ" พอสมควร เพราะจากประสบการณ์ส่วนตัว ผมว่ากว่าครึ่งถ้าเจอความเจ็บป่วยที่รุนแรงและใช้ค่าใช้จ่ายสูงมากจริง ๆ มัก "สู้ไม่ไหว" ครับ ยกตัวอย่างเช่นต้องนอน ICU ซึ่งค่าใช้จ่ายตกวันละไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นบาท ถ้าต้องยาวนานต่อเนื่องและสิทธิ์ที่ครอบคลุมอยู่ไม่พอ สุดท้ายก็หนีไม่พ้นที่จะต้องขอไปรักษาตามสิทธิขั้นพื้นฐานครับ
ซึ่ง ถ้าย้อนกลับมาดูอีกครั้ง จะเห็นว่ากลุ่มคนสูงอายุโดยเฉพาะที่อายุเกิน 70 ปี นี่แหละครับ คือกลุ่มที่มีความเสี่ยง เสี่ยงที่จะมีค่าใช้จ้ายที่สูง และที่สำคัญเสี่ยงที่จะไม่มีสิทธิ์อะไรอย่างอื่นนอกจากสิทธิ์ขั้นพื้นฐาน ในกรณีที่เงินเก็บมีไม่มาก เพราะในกรณีประกันชีวิต ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยครอบคลุมอายุที่เกิน 70 ยกเว้นจ่ายเบี้ยมากจริง หรือประกันสังคมซึ่งผมว่าก็ยังไม่น่าจะครอบคลุมนานขนาดนั้น
สิ่งที่ เกิดขึ้นแน่ ๆ ก็คือ ในอนาคต รพ.รัฐมีคนไข้เยอะขึ้นแน่ ๆ ครับ ด้วยเหตุผลว่า คนสูงอายุไม่ว่าจะมีหรือไม่มีเงินก็ต้องไปรพ.รัฐ เพราะถ้ามีเงินค่าใช้จ่ายก็ต่ำกว่า เพียงแต่ต้องทนกับคนไข้ที่เยอะกว่า ถ้าไม่มีเงินก็ใช้สิทธิข้าราชการ บัตรทอง
ส่วนรพ.เอกชน การเติบโตก็คงยังมีครับ เพราะถ้าโรคเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่รุนแรง คนก็ยังอยากไป แต่จะโตมาก ๆ เลยนั้นผมยอมรับว่าไม่แน่ใจ ยกเว้นว่าคนไทย "โดยรวม" รวยขึ้นมาก เงินเก็บเยอะมาก แต่การที่คนไทยมีแนวโน้มมีลูกลดลง บางครั้งมันก็อาจจะมีผลถ้าตัวหารค่าใช้จ่ายด้านการเจ็บป่วยของพ่อแม่ก็ลดลง ตาม
แต่อย่างน้อยถ้าการลงทุนของรพ.เอกชนลดลง ค่าเสื่อมถูกตัดออกน้อยลง EPS ก็คงดีขึ้นในอนาคต แต่ PE จะยืนที่จุดสูง ๆ แบบเดิมหรือเปล่าก็อีกเรื่องหนึ่ง
สิ่งที่อาจจะเป็นตัวเร่งให้รพ.เอกชนโตได้ ผมมองว่าต้องเป็นนโยบายระดับใหญ่ ๆ เลยครับ เช่น
1) ยกเลิกบัตรทอง ให้คนไทยทำประกันชีวิต ซึ่งก็แน่นอนว่าจะไปรพ.รัฐหรือเอกชนก็ได้ ซึ่งผมว่าคงเกิดขึ้นได้ยาก
2) คนที่มีสิทธิ์การรักษาอื่น เช่น ข้าราชการ สามารถไปรักษาที่รพ.เอกชนได้ และเบิกได้ในราคาที่สมเหตุสมผล ซึ่งปัจจุบันสามารถทำได้ แต่รพ.เอกชนหลายแห่งมองว่าไม่ค่อยคุ้ม เนื่องจากการเบิกเป็นราคากลาง รพ.ห้าดาวค่ารักษาแพงกว่าราคากลางมาก
สิ่งที่อาจจะเป็นตัวถ่วง
1) บุคลากรขาดแคลน ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น ซึ่งตรงนี้มันก็เริ่มเกิดขึ้นแล้วนะครับ
2) แนวโน้มการฟ้องร้องสูงขึ้น ทำให้มีการตรวจมากขึ้น ค่าใช้จ่ายในการมารพ.ของคนไข้สูงขึ้น
มองอีกมุมหนึ่ง ยิ่งรพ.เอกชนโตมาก รพ.รัฐอาจจะแย่ลงเพราะบุคลากรสมองไหล
มอง อีกมุมหนึ่ง รพ.เอกชนโตขึ้น แต่ผู้ใช้บริการอาจจะต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลสูงขึ้น ไม่ใช่เป็นลักษณะของ economy of scale แบบธุรกิจอื่น ๆ
ที่ต้องระวังคือ กับดักเรื่องความรู้สึกของรายได้ที่โตขึ้นมากของหุ้นในกลุ่มนี้ จากการซื้อและควบรวมกิจการ ซึ่งถ้าเมื่อไหร่หยุดซื้อ รายได้จะไม่โตก้าวกระโดดแบบเดิม
ที่ต้องระวังอีกเรื่องหนึ่งก็คือ "ค่าพรีเมี่ยม" ที่ตลาดให้กับหุ้นกลุ่มนี้ ถ้าวันหนึ่งค่าพรีเมี่ยมนั้นลดลง เช่นมุมมองว่าอุตสาหกรรมนี้ไม่โตแบบก้าวกระโดดแบบเมื่อก่อน
บางครั้งอาจจะทำให้เราได้หุ้นดี แต่ไม่ใช่การลงทุนที่ดีครับ โดยเฉพาะการซื้อหุ้นที่ราคาสูงครับ
อันนี้เป็นมุมมองของผมนะครับ อาจจะเอาความรู้สึกส่วนตัวเข้ามาด้วย
ผม ว่าประเด็นที่หุ้นรพ.กลายเป็นหุ้นแทบจะเรียกได้ว่าเป็น Super stock นั้น ในความเห็นส่วนตัวของผม ผมคิดว่าส่วนหนึ่งเกิดจากเมกาเทรนด์จริงแต่ส่วนหนึ่งผมคิดว่ามันก็มีกระแส เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยครับ อาจจะเรียกได้ว่า 1+1 มันไม่ใช่เท่ากับ 2 แต่มันกลายเป็น 3 หรือ 4
ผมเองทันเห็นหุ้นรพ.ที่สมัยหนึ่ง ตลาด "ไม่เอา" บางตัวเจอหนี้จากยุคปี 40 ทันเห็น CPALL สมัยที่ยังเป็น CP7-11 ตัวหลังนี้ตอนนั้นผมยังคิดอยู่เลยว่าทำไมคนถึงไม่เล่นกัน ตัวเองก็เคยซื้อที่ 46 บาท น่าจะ low มากในตอนนั้น แต่ตอนนั้นเป็นมุมของคนที่ "เล่นหุ้น" นะครับ
จริงอยู่ครับ แนวโน้มของคนไทยเข้าสู่ภาวะผู้สูงอายุ ตรงนี้เป็นเมกาเทรนด์แน่ ๆ แบบในญี่ปุ่นหรือบางประเทศ
แต่ สิ่งที่ต้องระวังไว้อย่างหนึ่งที่ผมไม่ค่อยเห็นคนพูดถึงกันซักเท่าไหร่ก็คือ "โครงสร้างของลักษณะการจ่ายเงินของผู้ป่วยในรพ.เอกชน" ครับ
ต้อง เข้าใจนิดหนึ่งครับ ว่าถ้าจะดูที่การเติบโตจากการสร้างรพ.แห่งหนึ่งแล้วค่อย ๆ ทำให้มีคนไข้เข้ามารักษาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นั้น กรณีแบบนี้ทำได้ "ไม่ง่าย" นักครับ ผมว่าเติบโตปีละ 10% ก็ถือว่าเก่งแล้วครับ ถ้าเอาแบรนด์เป็นจุดเสริมหาคนไข้ต่างชาติเข้ามา ผมว่าตัวเลขก็คงดีกว่านี้ไม่มากนัก ยังไม่นับว่าจริง ๆ รพ.นี่แหละครับ ยอดผู้ใช้บริการขึ้นกับสภาวะเศรษฐกิจอย่างชัดเจน ผมเคยคุยกับแพทย์ท่านหนึ่งที่อยู่รพ.เอกชนในยุคปี 40 เค้าบอกว่า รพ.คนไข้น้อยมาก ดูสิ้นหวังมากครับ
ถ้าเราย้อนไปดู ผมว่ารพ.เอกชนเจ้าใหญ่ ๆ ทุกวันนี้ที่รายได้ดูโตมาก ส่วนหนึ่งเลยเพราะเค้าใช้วิธีซื้อกิจการครับ รวมถึงการควบรวม การซื้อกิจการที่แบรนด์ด้อยกว่า เปลี่ยนเป็นแบรนด์ที่มันดูดีกว่า แต่ทีมหมอยังเป็นชุดเดิม ส่วนค่ารักษานี่ผมไม่แน่ใจว่าจะอัพตามมากน้อยแค่ไหน ตรงนี้ครับ เป็นกลยุทธที่ทำให้กำไรดูเติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างแท้จริง
ถ้าย้อนมา ดูเรื่องลักษณะโครงสร้างทางรายได้ที่ผมบอกไป สิ่งที่จะทำให้รพ.ได้ประโยชน์อย่างแท้จริงจากการที่มีผู้สูงอายุมากขึ้นก็ คือ คนไข้กลุ่มที่เรียกกว่ากลุ่มเงินสดครับ หมายถึงควักเงินจ่ายเอง ไม่ได้ใช้ประกันชีวิตหรือสิทธิ์การรักษาอย่างอื่น ๆ
ที่ผมต้องบอกอ ย่างน้้นก็เพราะว่าทุกวันนี้โครงสร้างทางรายได้ของรพ.แต่ละโรงมันมีความแตก ต่างกันครับ บางรพ.เน้นกลุ่มคนไข้ประกันสังคม บัตรทอง ซึ่งตรงนี้มาร์จิ้นต่ำ เน้นการบริหารต้นทุน เพราะได้เงินจากรัฐมาก้อนใหญ่ แต่ต้องทำอย่างไรก็ได้ให้เงินเหลือ
บางรพ.สัดส่วนคนไข้กลุ่มที่เบิก ค่ารักษาจากประกันชีวิตกับเงินสด สัดส่วนใกล้เคียงกัน ซึ่งในส่วนของกลุ่มประกันชีวิตนั้น ส่วนหนึ่งเป็นประกันที่ทำส่วนตัว แต่อีกส่วนหนึ่งซึ่งก็ใหญ่ไม่แพ้กันก็คือประกันกลุ่มที่มาจากบ.ต่าง ๆ ที่คุ้มครองพนักงาน ซึ่งทำให้คนไข้จำนวนไม่น้อย ใช้สิทธิ์ประกันตรงนี้แทนที่จะเป็นพวกบัตรทอง ประกันสังคม
นั่นก็แปล ว่าสิทธิตรงนี้มันมีความไม่แน่นอนอยู่ครับ เช่นถ้าย้ายที่ทำงานเค้าอาจจะไม่มีสิทธิ์ตรงนี้แล้ว กลายเป็นประกันสังคม แนวโน้มที่จะเปลี่ยนไปรพ.อื่นก็มีครับ หรือแม้แต่ประกันส่วนตัว ถ้าวันหนึ่งจ่ายไม่ไหว หรือประกันครอบคลุมโรคค่าใช้จ่ายสูงไม่ได้ สุดท้ายก็ไปรพ.รัฐหรือกลับไปใช้สิทธิ์ขั้นพื้นฐานคือ บัตรทองและประกันสังคมครับ
ผมเข้าใจว่าการที่เศรษฐกิจดีขึ้น ธุรกิจต่าง ๆ ก็ยอมควักเงินทำประกันให้พนักงานด้วยเช่นกันครับ หรือบางบ.ก็มีงบตรงนี้ให้พนักงานไปเลยซึ่งก็มักจะเป็นบ.ใหญ่ ๆ บางบ.ก็ใช้สองอย่างเพื่อลดความเสี่ยง
ถ้าย้อนกลับมาดู คนที่จะเดินเข้ารพ.เอกชนแล้วจ่ายเงินได้เอง โดยไม่ต้องพึ่งสิทธิ์การรักษาต้องเป็นคนที่ "มีเงินเก็บ" พอสมควร เพราะจากประสบการณ์ส่วนตัว ผมว่ากว่าครึ่งถ้าเจอความเจ็บป่วยที่รุนแรงและใช้ค่าใช้จ่ายสูงมากจริง ๆ มัก "สู้ไม่ไหว" ครับ ยกตัวอย่างเช่นต้องนอน ICU ซึ่งค่าใช้จ่ายตกวันละไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นบาท ถ้าต้องยาวนานต่อเนื่องและสิทธิ์ที่ครอบคลุมอยู่ไม่พอ สุดท้ายก็หนีไม่พ้นที่จะต้องขอไปรักษาตามสิทธิขั้นพื้นฐานครับ
ซึ่ง ถ้าย้อนกลับมาดูอีกครั้ง จะเห็นว่ากลุ่มคนสูงอายุโดยเฉพาะที่อายุเกิน 70 ปี นี่แหละครับ คือกลุ่มที่มีความเสี่ยง เสี่ยงที่จะมีค่าใช้จ้ายที่สูง และที่สำคัญเสี่ยงที่จะไม่มีสิทธิ์อะไรอย่างอื่นนอกจากสิทธิ์ขั้นพื้นฐาน ในกรณีที่เงินเก็บมีไม่มาก เพราะในกรณีประกันชีวิต ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยครอบคลุมอายุที่เกิน 70 ยกเว้นจ่ายเบี้ยมากจริง หรือประกันสังคมซึ่งผมว่าก็ยังไม่น่าจะครอบคลุมนานขนาดนั้น
สิ่งที่ เกิดขึ้นแน่ ๆ ก็คือ ในอนาคต รพ.รัฐมีคนไข้เยอะขึ้นแน่ ๆ ครับ ด้วยเหตุผลว่า คนสูงอายุไม่ว่าจะมีหรือไม่มีเงินก็ต้องไปรพ.รัฐ เพราะถ้ามีเงินค่าใช้จ่ายก็ต่ำกว่า เพียงแต่ต้องทนกับคนไข้ที่เยอะกว่า ถ้าไม่มีเงินก็ใช้สิทธิข้าราชการ บัตรทอง
ส่วนรพ.เอกชน การเติบโตก็คงยังมีครับ เพราะถ้าโรคเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่รุนแรง คนก็ยังอยากไป แต่จะโตมาก ๆ เลยนั้นผมยอมรับว่าไม่แน่ใจ ยกเว้นว่าคนไทย "โดยรวม" รวยขึ้นมาก เงินเก็บเยอะมาก แต่การที่คนไทยมีแนวโน้มมีลูกลดลง บางครั้งมันก็อาจจะมีผลถ้าตัวหารค่าใช้จ่ายด้านการเจ็บป่วยของพ่อแม่ก็ลดลง ตาม
แต่อย่างน้อยถ้าการลงทุนของรพ.เอกชนลดลง ค่าเสื่อมถูกตัดออกน้อยลง EPS ก็คงดีขึ้นในอนาคต แต่ PE จะยืนที่จุดสูง ๆ แบบเดิมหรือเปล่าก็อีกเรื่องหนึ่ง
สิ่งที่อาจจะเป็นตัวเร่งให้รพ.เอกชนโตได้ ผมมองว่าต้องเป็นนโยบายระดับใหญ่ ๆ เลยครับ เช่น
1) ยกเลิกบัตรทอง ให้คนไทยทำประกันชีวิต ซึ่งก็แน่นอนว่าจะไปรพ.รัฐหรือเอกชนก็ได้ ซึ่งผมว่าคงเกิดขึ้นได้ยาก
2) คนที่มีสิทธิ์การรักษาอื่น เช่น ข้าราชการ สามารถไปรักษาที่รพ.เอกชนได้ และเบิกได้ในราคาที่สมเหตุสมผล ซึ่งปัจจุบันสามารถทำได้ แต่รพ.เอกชนหลายแห่งมองว่าไม่ค่อยคุ้ม เนื่องจากการเบิกเป็นราคากลาง รพ.ห้าดาวค่ารักษาแพงกว่าราคากลางมาก
สิ่งที่อาจจะเป็นตัวถ่วง
1) บุคลากรขาดแคลน ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น ซึ่งตรงนี้มันก็เริ่มเกิดขึ้นแล้วนะครับ
2) แนวโน้มการฟ้องร้องสูงขึ้น ทำให้มีการตรวจมากขึ้น ค่าใช้จ่ายในการมารพ.ของคนไข้สูงขึ้น
มองอีกมุมหนึ่ง ยิ่งรพ.เอกชนโตมาก รพ.รัฐอาจจะแย่ลงเพราะบุคลากรสมองไหล
มอง อีกมุมหนึ่ง รพ.เอกชนโตขึ้น แต่ผู้ใช้บริการอาจจะต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลสูงขึ้น ไม่ใช่เป็นลักษณะของ economy of scale แบบธุรกิจอื่น ๆ
ที่ต้องระวังคือ กับดักเรื่องความรู้สึกของรายได้ที่โตขึ้นมากของหุ้นในกลุ่มนี้ จากการซื้อและควบรวมกิจการ ซึ่งถ้าเมื่อไหร่หยุดซื้อ รายได้จะไม่โตก้าวกระโดดแบบเดิม
ที่ต้องระวังอีกเรื่องหนึ่งก็คือ "ค่าพรีเมี่ยม" ที่ตลาดให้กับหุ้นกลุ่มนี้ ถ้าวันหนึ่งค่าพรีเมี่ยมนั้นลดลง เช่นมุมมองว่าอุตสาหกรรมนี้ไม่โตแบบก้าวกระโดดแบบเมื่อก่อน
บางครั้งอาจจะทำให้เราได้หุ้นดี แต่ไม่ใช่การลงทุนที่ดีครับ โดยเฉพาะการซื้อหุ้นที่ราคาสูงครับ
Subscribe to:
Posts (Atom)










