Friday, July 13, 2012

การแบ่งหุ้นตามกลุ่มอุตสาหกรรม

วันนี้จะขอ Share เรื่องการแบ่งหุ้นใน SET ออกเป็นหมวดหมู่ ตามกลุ่มอุตสาหกรรมและหมวดธุรกิจครับ
Q : ทำไมต้องมีการแบ่งกลุ่มอุตสาหกรรม ใน SET ทำไมไม่รวมกันแบบ mai?
A : หากมองในภาพของประเทศ ก็จะทำให้สามารถสะท้อนภาพของอุตสาหกรรมต่างๆ ในประเทศได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะบริษัทใน SET ส่วนใหญ่ก็เป็นบริษัทชั้นนำของประเทศทั้งนั้น
แต่หากมองในแง่ของการลงทุน การแบ่งหุ้นตามอุตสาหกรรมนับว่ามีประโยชน์อย่างยิ่ง  เนื่องจากบริษัทที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรม หรือ หมวดธุรกิจเดียวกัน จะมีลักษณะการประกอบธุรกิจที่ใกล้เคียงกัน  ทำให้นักลงทุนอย่างเราๆ สามารถเปรียบเทียบข้อมูลในการลงทุนได้อย่างเหมาะสม เช่น พวกค่า PE, P/BV, อัตรากำไรขั้นต้น (GPM), ROE, ROA, หรือ ยอดขายต่างๆ เป็นต้น

Q : สำหรับบริษัทใน SET แบ่งกลุ่มอุตสาหกรรมได้ไว้อย่างไรบ้าง
 A : ข้อมูลนี้หาได้จาก Website ของ SET โดยตรง
ตามตารางด้านล่างครับ

ตารางแสดงโครงสร้างกลุ่มอุตสาหกรรมและหมวดธุรกิจ
ตลาด : SET
* มีผลตั้งแต่ 4 มกราคม 2554
กลุ่มอุตสาหกรรม
หมวดธุรกิจ
เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร
(.AGRO)
AGRI
ธุรกิจการเกษตร
FOOD
อาหารและเครื่องดื่ม
สินค้าอุปโภคบริโภค
(.CONSUMP)
FASHION
แฟชั่น
HOME
ของใช้ในครัวเรือนและสำนักงาน
PERSON
ของใช้ส่วนตัวและเวชภัณฑ์
ธุรกิจการเงิน
(.FINCIAL)
BANK
ธนาคาร
FIN
เงินทุนและหลักทรัพย์
INSUR
ประกันภัยและประกันชีวิต
สินค้าอุตสาหกรรม (.INDUS)
AUTO
ยานยนต์
IMM
วัสดุอุตสาหกรรมและเครื่องจักร
PAPER
กระดาษและวัสดุการพิมพ์
PETRO
ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์
PKG
บรรจุภัณฑ์
STEEL
เหล็ก
อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง (.PROPCON)
CONMAT
วัสดุก่อสร้าง
PFUND
กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์
PROP
พัฒนาอสังหาริมทรัพย์
ทรัพยากร (.RESOURC)
ENERG
พลังงานและสาธารณูปโภค
MINE
เหมืองแร่
บริการ (.SERVICE )
COMM
พาณิชย์
HELTH
การแพทย์
MEDIA
สื่อและสิ่งพิมพ์
PROF
บริการเฉพาะกิจ
TOURISM
การท่องเที่ยวและสันทนาการ
TRANS
ขนส่งและโลจิสติกส์
เทคโนโลยี (.TECH)
ETRON
ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
ICT
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

Q : อยากรู้ความถูก/แพงของหุ้น โดยดูจาก PE (Price to Earning Ratio) ของกลุ่มอุตสาหกรรม/หมวดธุรกิจ หาได้ที่ไหนดี?
 A : บาง Broker น่าจะมีบทวิเคราะห์รายกลุ่มอุตสาหกรรมส่งให้ลูกค้าอยู่แล้ว แต่สำหรับคนที่ไม่ได้รับข้อมูล แนะนำให้ดูข้อมูลใน Website Siam  Chart ครับ ดูข้อมูลฟรี หน้าตา Website ก็ตามด้านล่างนี้ครับ


ผมลองนำข้อมูล PE แต่ละหมวดธุรกิจมาทำเป็นตารางให้ดู โดยเรียงจากหมวดธุรกิจที่มี PE ต่ำๆ ไล่ไปหา PE สูงๆ นะครับ



Q : PE ของแต่ละหมวดธุรกิจบอกอะไรเราได้บ้าง?
A : หากดูเฉพาะค่า PE อาจมองภาพได้ว่า
หมวดธุรกิจที่ PE ต่ำๆ (ประมาณ 8-10)
1. ค่า P หรือ Price มีค่าต่ำมาก คือ เป็นธุรกิจที่คนไม่ค่อยซื้อ ไม่อยากเป็นเจ้าของ เป็นธุรกิจที่น่าเบื่อ
2. ค่า E หรือ Earning มีค่าสูง อาจเกิดจาก Trend ธุรกิจที่ดีขึ้น หรือ บางหมวดธุรกิจมีลักษณะที่เป็น หุ้นวัฏจักร (Cyclical) เช่น หมวด PETRO, พลังงาน บางปีอาจทำให้ค่า E สูงมาก
แต่ถ้าจะให้เรียกว่าต่ำจริงๆ PE น่าจะน้อยกว่า 5

หมวดธุรกิจ ที่ PE สูงๆ (ระดับ 20-30 หรือมากกว่า)
1. ค่า P ที่สูง ส่วนใหญ่ก็จะเป็นธุรกิจยอดนิยมในปัจจุบัน ที่นักลงทุนส่วนใหญ่ชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็น หมวดพาณิชย์ (พวก Modern Trade ต่างๆ), กลุ่มสื่อสาร, หรือ พวกกลุ่มโรงพยาบาล กลุ่มนี้มีแนวโน้มการเติบโตที่ดี
2. ค่า E มีค่าต่ำมาก อาจเป็นช่วงขาลงของกลุ่มธุรกิจนั้นๆ สำหรับที่เห็นได้ชัดในปีนี้ก็คือ กลุ่ม Insurance หรือ ประกันภัย ที่โดนผลกระทบจากน้ำท่วมปีที่แล้วกันหลายบริษัท ส่วนใหญ่ยังไม่ฟื้น

Step ถัดไปพอได้หมวดธุรกิจที่เราหมายตาเอาไว้ (ที่เราพอรู้เรื่องว่าเขาประกอบธุรกิจอะไร) ก็ลองไปไล่ดูบริษัทในหมวดธุรกิจ ว่ามีบริษัทอะไรบ้าง เริ่มจากตัวที่เราพอรู้จัก หรือเริ่มจากตัวที่ PE ต่ำๆ ก็ได้ (จริงๆต้องดูข้อมูลอื่นๆ ประกอบ ไว้สำเร็จวิชา แล้วจะมาเล่าให้ฟังนะครับ)

อย่างไรก็ตาม หากเราพิจารณาให้ดีจะพบว่า ส่วนกลับของ PE ก็คือ อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนที่เราจะได้รับ ตัวอย่างเช่น 
บริษัท A มี PE เท่ากับ 5 เราก็จะคำนวณได้ว่า หากบริษัท A มีกำไรเท่าเดิมในปีถัดๆ ไป เราก็จะได้รับผลตอบแทนคือ  1/5 x 100 = 20% ต่อปี ซึ่งหากเทียบกับการฝากธนาคารดอกเบี้ย 3% ต่อปี แล้ว ก็พบว่า เป็นผลตอบแทนที่ดีมาก
ในทางกลับกัน หาก บริษัท B มี PE เท่ากับ 30 แต่กำไรในปีถัดๆไป เท่าเดิมเหมือนบริษัท A ก็จะพบว่า บริษัท B มีผลตอบแทนเพียง 1/30x100 = 3.3% เท่านั้น ซึ่งใกล้เคียงกับการดอกเบี้ยฝากประจำ แถมความเสี่ยงมาอีกส่วนหนึ่ง ดูแล้วไม่ค่อยน่าลงทุน 
อย่างไรก็ตามบริษัท B ที่มี PE 30 มักจะมาพร้อมอัตราการเติบโตด้วยเสมอ เพราะนักลงทุนก็จะลงทุนโดยการซื้ออนาคตอยู่แล้ว ซึ่งหากอัตราการเติบโตของบริษัท B ซัก 30% ต่อปี ก็ถือว่าน่าสนใจทีเดียว (ไว้มีโอกาสจะขยายความอีกรอบ)
นอกจากนี้เราอาจดู PE ย้อนหลัง ไปหลายๆ ปีประกอบกัน เพื่อให้เห็นภาวะตลาด (เมื่อตอน Sub Prime ปี 2008-09 มีหุ้น PE 2-3 ก็มี ตอนนั้นผมยังไม่ได้เริ่มลงทุนในหุ้น ซื้อแต่ LTF ยังได้กำไรดีมากๆ

ขอสรุปประเด็น 2 ข้อ
1. Warren Buffett นักลงทุนเอกของโลกพยายามเน้นย้ำก็คือ "Circle of Competence" หรือ "ขอบเขตความรู้" ของเรา ว่ามีความเข้าใจธุรกิจนั้นๆ มากน้อยเพียงใด เพื่อที่จะสามารถประเมินมูลค่าของธุรกิจได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น หากลองคิดว่าเราจะเอาเงินไปทำธุรกิจอะไรซักอย่างนึง เราก็จะคิดแล้วคิดอีกใช่ไหมครับ ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดี, มีคู่แข่งเยอะไหม อะไรประมาณนี้ การลงทุนในหุ้นก็เหมือนกัน เราคงไม่เสี่ยงเอาเงินที่สะสมมา ไปลงทุนในธุรกิจที่เราไม่รู้เรื่องใช่ไหมครับ
2. หากเราเลือกลงทุนในอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตอยู่ในขณะนั้นๆ และสามารถหาบริษัทที่มีอัตราการเติบโตที่ดี และราคาที่เหมาะสม  ก็จะสามารถสร้างผลตอบแทนการลงทุนได้อย่างมหาศาล (ประมาณว่าหา "ราชันในหมู่ราชา")

Reference :

Sunday, July 8, 2012

Market Cap เล็ก หรือ ใหญ่ ดี? ภาค 2

ต่อภาค 2 ครับ
วันนี้ขอลองทำภาพบริษัทใน SET/Mai หลายๆแบบ เผื่อได้ไอเดียอะไรเพิ่มเติม
(ใช้ข้อมูลวันที่ 6/7/12 จาก เวบ richerstock เข้าใจว่าดึงข้อมูลมาจาก เวบของ SET โดยตรง ดังนั้น อาจยังไม่ได้คูณพวก Warrant etc. นะครับ)

เริ่มจาก 10 หลักทรัพย์ที่มี Market Cap สูงสุด (สำหรับกองทุน และคนเงินเยอะ)

ส่วนใหญ่ก็เป็นกิจการชั้นนำของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มพลังงาน, Bank, วัสดุก่อสร้าง, อาหาร (CPALL 7-11 ก็ติด 1 ใน 10 แล้วนะครับ PE ก็ค่อนข้างสูงครับ)

มาดู 10 หลักทรัพย์ที่มี Market Cap ต่ำสุดกันบ้าง

ดูกลุ่มนี้แล้ว รู้จักน้อยมาก ที่พอรู้บ้างก็มี CAWOW (บริษัท แคลิฟอร์เนีย ว้าว!!) กำลังปรับปรุงกิจการกันอยู่ ซื้อขายไม่ได้นะครับ และพอไป Scan ดูจาก เวบของ SET รู้สึกว่าจะคล้ายๆ กันหมดคือ ปรับปรุงผลการดำเนินงาน
ต่อไปลองดูสัดส่วนบริษัท แบ่งตาม Market Cap (ที่ผมคิดเอง เออเอง จากคราวที่แล้ว)

ทีผม Highlight ไว้ก็คือ 80% ของ Market Cap. ทั้ง SET+Mai ซึ่งมีจำนวนบริษัท เพียง 7% เท่านั้น (หากคิดง่ายๆ ก็คือ SET50) ดูเหมือนเม็ดเงินส่วนใหญ่ ซึ่งก็คือกองทุน และต่างชาติ ลงอยู่ที่บริษัทในกลุ่มนี้ โดยหากคิดคร่าวๆ ดูเหมือนจะมีคนเล่นเยอะอยู่แล้ว รายย่อยอย่างเราจะไปสู้เค้า คงยากนะครับ (แต่ก็ไม่ใช่ไม่มีโอกาส โอกาสอาจน้อยหน่อย)

แถมท้ายด้วยบริษัทที่ Market Cap. < 1,000 MB เรียงตาม PE Ratio กันซักหน่อย (หากตาม Magic Formula ก็ต้องดูพวก PE และ ROE ประกอบกัน) และที่สำคัญต้องดูรายละเอียดเพิ่มเติม ระวังพวกที่มี "E" หรือ Earning ผิดปกติครับ

Saturday, June 23, 2012

Market Cap เล็ก หรือ ใหญ่ ดี?

สำหรับการลงทุนใน "หุ้น" โดยชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า "หุ้น" ก็คือ "หุ้นส่วน" ซึ่งก็คือ การที่นักลงทุนจ่ายเงินเพื่อร่วมเป็นเจ้าของกิจการ แต่คนส่วนใหญ่ ก็ยังใช้คำว่า "เล่น" หุ้น โดยมองราคาถูกแพงของหุ้น ด้วยราคาต่อหุ้นเท่านั้น ซึ่งอาจทำให้เราลืมคิดถึง "ราคา" ที่แท้จริงที่เราจ่ายไป เพื่อจะได้เป็นส่วนหนึ่งของเจ้าของในบริษัทนั้นๆ สำหรับวิธีคิด มูลค่าตลาดของกิจการ (Market Capitalization) ง่ายๆ ก็คือ

Market Capitalization (บาท) = ราคาต่อหุ้น (บาท/หุ้น) x จำนวนหุ้นทั้งหมด

กลับมาสู่ประเด็นหัวข้อที่ Post เอาไว้ : Market  Cap เล็ก หรือ ใหญ่ ดี?
หากเรามีเงินอยู่ก้อนหนึ่ง แล้วคิดที่จะลงทุนใน "หุ้น" เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยผลตอบแทนของตลาด เราจะเลือกบริษัทใหญ่พวก Blue Chip มี Market Cap มหาศาล แนวโน้มการเติบโตดี มั่นคง หรือ เลือกบริษัทเล็ก Market Cap ไม่สูงนัก มีการเติบโตที่สูง แต่อาจมีความเสี่ยงบ้าง  แบบไหนดีกว่ากัน??

คำตอบของนักลงทุนแต่ละคน คงแตกต่างกันแน่นอน ประเด็นสำคัญ ที่ผมคิดว่าน่าจะพิจารณาเพิ่มก็คือ
1. ขนาดของเงินลงทุนที่มี
    - Warren Buffett เคยกล่าวตอนประชุมผู้ถือหุ้น ปี 1999 ไว้ว่า เขาสามารถทำผลตอบแทนจากการลงทุนได้ถึง 50% หากเขามีเงินน้อยกว่านี้ เขาไม่สามารถ "Compound" หรือ "การทบต้น" ให้เงินลงทุนจำนวน 100 m$ หรือ 1 billion ที่อัตรา 50%
    - สำหรับนักลงทุนที่มี Portfolio ขนาดมหาศาล หากมัวไปลงทุนในบริษัทเล็กมากๆ ถึงแม้จะได้ผลตอบแทนดีเลิศ ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อ Portfolio รวมมากนัก

2. ขอบเขตความรู้ (Circle of Competency)
    - รู้เรื่องไหนก็ลงทุนเรื่องนั้น หากยังไม่รู็ก็หาความรู้เพิ่ม

3. อัตราผลตอบแทนที่พึงพอใจ
    - บริษัทใหญ่ส่วนมาก มีอัตราจากจ่ายการปันผล (Dividend Yield) ที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ ดังนั้นหากนักลงทุนพึงพอใจในปันผลที่ได้รับก็สามารถลงทุนได้

อีกคำถามที่น่าสนใจ : แล้วพอมีเกณฑ์การแบ่งบริษัทตาม Market Cap ของ SET + mai ไหม? เพื่อให้นักลงทุนเลือกตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

ผมลองหาข้อมูลตาม Website ซึ่งก็ได้ข้อมูลจาก Wikipedia มี Rule of Thumb ดังนี้

A rule of thumb may look like:
  • Mega-cap: Over $200 billion
  • Large-cap: Over $10 billion
  • Mid-cap: $2 billion–$10 billion
  • Small-cap: $250 million–$2 billion
  • Micro-cap: Below $250 million
  • Nano-cap: Below $50 million

หากเราลองแปลงมูลค่าเป็นค่าเงินของประเทศไทย โดยปรับตามราคา Big Mac เทียบ USA กับ Thailand (ถือเป็นตัวแทน หน่วยการแปลงค่าครองชีพ ไปก่อนละกันนะครับ)
  • ราคา Big Mac USA = 4.2$
  • ราคา Big Mac Thailand = 2.46$
  • Ratio USA : Thailand = 1.615 : 1
  • อัตราแลกเปลี่ยน 1U$ = 31 B
rule of thumb Market Cap SET/mai (Normalized):
  • Mega-cap: มากกว่า 3,840,000 MB (Market Cap. Set สิ้นเดือน May12 = 9,454,310 MB)
  • Large-cap: มากกว่า 192,000 MB
  • Mid-cap: 38,400 - 192,000 MB
  • Small-cap:4,800 - 38,400 MB
  • Micro-cap: 960-4,800 MB
  • Nano-cap: น้อยกว่า 960 MB
เนื่ิองจากเศรษฐกิจของประเทศไทยเล็กกว่า USA ขอปรับลำดับขั้นหน่อยและปัดเลขกลมๆ ละกันนะครับ (Nano เมืองไทย) นี่ต้องเป็น SME

rule of thumb Market Cap SET/mai สำหรับประเทศไทย -> หาก AEC คงต้องแบ่งกันใหม่ : 
  • Mega-cap : มากกว่า 200,000 MB
  • Large-cap : 40,000 - 200,000 MB
  • Mid-cap : 5,000 - 40,000 MB
  • Small-cap : 1,000-5,000 MB
  • Micro-cap : น้อยกว่า 1,000 MB

สำหรับผม ตอนนี้ยังเงินทุนน้อย คงต้องเลือกเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทที่ยังเล็กๆ อยู่ครับ ไว้จะลองแบ่งบริษัทใน SET/mai ตาม Market Cap มาให้ดูกัน


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...