Sunday, August 16, 2015

จุดประสงค์อันดับ 1 ของเป้าหมาย*ไม่ใช่*การได้ไปถึง...บัณฑิต อึ้งรังษี


ใช่ครับ คุณอ่านถูกแล้ว

เป้าหมาย ไม่ได้มีไว้แค่ไปถึง

การบรรลุเป้าหมาย ก็เป็นสิ่งดี แต่ไม่ใช่จุดประสงค์อันดับ 1

ถ้าคุณเก็ทและปฏิบัติเคล็ดลับนี้ คุณกำลังก้าวไปสู่ระดับ Master

และคุณจะมี surprise ตลอดเวลา ว่าคุณ "ได้เกิน หรือ ดีกว่า"ที่ตั้งเป้าไว้ตอนแรก

ทำไม? อะไร? ยังไง?

--------------------

จุดประสงค์อันดับ 1 ของเป้าหมาย คือดังนี้ จำไว้ดีๆนะครับ

*เป้าหมายต่างๆ มีไว้เพื่อ "เปลี่ยนคุณให้เก่งขึ้นดีขึ้น"
ในระหว่างที่คุณไล่ล่าเป้าหมายนั้น*

เน้นนะครับ ...

มันมีเพื่อ "เปลี่ยนคุณ"

เรื่องนี้ คอนเฟิร์มโดยบุคคลสำเร็จระดับตำนาน หลายท่าน

การทำเป้าหมายได้สำเร็จ ก่อให้เกิดความสุขชั่วขณะ

แล้วสมองคุณก็จะบอกว่า...

"มีแค่นี้เองหรือ แล้วไงต่ออ่ะ?"

ถ้าเราไม่ตั้งเป้าหมายใหม่ ที่ท้าทาย และ "ยืดตัวเราเพิ่ม"
เราก็จะเบื่อ และอาจมองชีวิตไร้ความหมาย

เรื่องเกิดขึ้นกับคนมากมาย ที่สำเร็จสูงตอนอายุยังน้อย
นักกีฬาโอลิมปิกหลายคน ใช้ชีวิตที่เหลือแบบเบื่อๆ

ฉะนั้น สรุป…

การบรรลุเป้าหมาย ให้ความสุขคุณชั่วขณะ

แล้วอะไรล่ะ ให้ความสุขยั่งยืนกว่า...

นักวิทยาศาสตร์หลายแห่ง รวมทั้งของมหา'ลัย ฮาร์เวิร์ด บอกว่าคือ

PROGRESS

คือ
มนุษย์ต้องรุ้สึกว่า เขา*ก้าวหน้าอยู่*จึงจะมีความสุข

ก็คือ

การรู้สึกว่าตัวเอง "เก่งขึ้นดีขึ้น"ทุกๆวัน นั่นเอง

-----------------------

สรุปนะครับ

ตั้งเป้าหมายเสร็จแล้ว
จงปล่อยวาง

โฟกัส 100% ไปที่เหตุ หรือ การได้ทำอย่างเต็มที่ สุดฝีมือ
ผลลัพธ์ จะดูแลตัวมันเอง
ปล่อยวางผลลัพธ์ อย่ามัวแต่ห่วงรางวัล จนลืมสนุกกับการเดินทาง

การที่เราตระหนักว่า จุดประสงค์หลักของการตั้งเป้าหมาย
ไม่ใช่การได้มา
แต่มันคือ การได้ดีขึ้นเก่งขึ้น
และการได้มีประสบการณ์การเดินทางที่น่าสนุก

แค่นี้ก็ช่วยในการปล่อยวางได้แล้ว
(บอกซะก่อน คำว่า "ปล่อยวาง" คนเข้าใจผิดกันเยอะมาก
มิใช่การ ปลง ไม่พยายามต่อ ไม่ทำเต็มที่นะครับ
แค่ไม่ยึดติดกับผลลัพธ์เท่านั้นเอง)

และผมจะบอกสุดยอด secret ของนักกีฬาโอลิมปิก หรือนักแข่งขันดนตรีระดับโลก หรือ ผู้ประสบความสำเร็จระดับโลกใดๆก็ตาม

ก็คือ การปล่อยวางผลลัพธ์
และ enjoy การได้ทำอย่างสุดฝีมือ

ลองดูนะครับ เป็นกำลังใจให้คุณ

ด้วยความรัก

บัณฑิต อึ้งรังษี

Saturday, August 15, 2015

รีวิว : ประสบการณ์ ใช้บริการ Airbnb ครั้งแรก @ New York

ทริปนิวยอร์ค รอบที่ผ่านมา มีโอกาสได้ใช้บริการ Airbnb เป็นครั้งแรก
ทำให้พบว่านี่เราไปงม อยู่ที่ไหน ทำไมถึงพึ่งรู้จักที่พักดีๆ ราคามิตรภาพแบบนี้นะเนี่ย

โดย Airbnb เป็นบริการแชร์ที่พัก ที่ผู้ที่มีห้องว่าง หรือบ้านว่างๆ ปล่อยให้นักท่องเที่ยวเช่าอยู่
ราคาก็แล้วแต่ผู้ให้เช่ากำหนด อาจมีค่าบริการอื่นๆ เช่น บริการทำความสะอาด ก็แล้วแต่ผู้ให้เช่า
ซึ่งห้องที่ผมไปพัก อยู่ในอพาร์ทเมนต์ แถว Brooklyn 
ถึงแม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในย่าน downtown อย่าง Manhattan ก็ไม่เป็นปัญหาใดๆ
เพราะว่าอพาร์ทเมนต์ อยู่ใกล้รถไฟใต้ดินแบบเดินชิวๆ
นั่งรถไฟใต้ดินประมาณ 30 นาที ก็ถึงย่าน wallstreet ละ
แถมรถไฟใต้ดินที่นี่ยังบริการ 24 ชม ด้วย
แต่จุดแข็งที่สำคัญก็คือ ราคาห้อง ที่ "มิตรภาพ" มากๆ คือ ราคาเพียง 55 USD/คืน เท่านั้น
หากเทียบที่พักที่เป็นโรงแรม 2 ดาว ก็ ราคา ประมาณ 100 USD++
หรือหากเทียบ โรงแรม Marrriott ละก็ ราคา 300 USD++
ไปดูห้องพักกันหน่อย...


ห้องรับแขก ใหญ่มาก แต่ไม่มีใครใช้เลย
เพราะ เจ้าของเก็บตัวมักๆ อยู่แต่ในห้องตัวเอง เราก็ยึดซะเลย


มีพวกหัวชาร์จต่างๆ, โทรศัพท์ (เจ้าของบอกใช้ได้), Discount coupon, ฯลฯ


ห้องครัว ใช้ได้ ตามอัธยาศัย จะต้มจะแกงก็ตามสะดวก (ต้มมาม่ากินซะ ประหยัดๆ)

ห้องนอน ลืมถ่ายรูปไว้ เพราะโยนของกระเป๋าเข้าไปรัวๆ
เอารูปจาก Website ละกัน


ห้องน้ำ ตกแต่งเก๋ๆ อุปกรณ์อาบน้ำครบครัน (มีแม้กระทั่ง ไม้ปั่นหู)
เตรียมแปรงสีฟัน กับยาสีฟัน มาก็พอ


อื่นๆ ลืมถ่ายรูปมา ก็พวก ไดร์เป่าผม เตารีด ใช้ได้ฟรีทุกอย่าง!
wifi ก็ฟรี ความเร็วใช้ได้ ประมาณเนตทรู 10 MB

บรรยากาศโดยรอบที่พัก



ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ สำหรับ Airbnb
และในฐานะที่เป็นนักลงทุน ก็ถือโอกาส ศึกษาธุรกิจ Airbnb ไปด้วยซะเลย

บริษัท Airbnb ก่อตั้งมาไม่นาน เริ่มปี 2007
 แต่ก็พัฒนาไปอย่างรวดเร็วมากๆ!!!
Timeline พัฒนาการ ของบริษัทก็ตามรูปข้างล่างนี้

ปัจจุบัน Airbnb ยังไม่ได้ Public ในตลาดหลักทรัพย์นะจ๊ะ
(นักลงทุนทั่วๆไป ก็รอซื้อแพงๆ ละกัน)
แต่ล่าสุดเมื่อนเดือน June 2015 ที่ผ่านมา ได้มีการระดมทุนให้ Airbnb รอบใหม่
ทำให้ Valuation ของบริษัทพุ่งมากกว่า 24 Billion USD (ประมาณ 840,000 ล้านบาท)!!!
ซึ่งทำให้มูลค่ากิจการของ Airbnb แซงหน้า Mariott(MAR) ที่มีมูลค่ากิจการ 19.1 Billion USD ไปเรียบร้อย
ที่มา http://www.foxbusiness.com/technology/2015/06/22/is-airbnb-best-lodging-stay/

Airbnb นั้นเป็นตัวอย่างของ ธุรกิจประเภท Sharing Economy แห่งทศวรรษที่ 21 นี้
อื่นๆ ที่ดังอยู่ในไทยตอนนี้ก็พวก uber (เอารถส่วนตัวมาให้บริการแท็กซี่)
หรือที่ดังมาซักพักแล้วอย่าง e-bay (ประมูลสินค้า online)
ทั้งหมดนี้หากจะกล่าวว่า เกิดขึ้นมาได้เพราะ Internet Boom ก็คงไม่ผิด

ดังนั้นเราคงต้องเตรียมตัวเข้าสู่ยุค Internet of Things กันแล้วนะครับ....สวัสดี

Wednesday, August 5, 2015

ลองลงทุนหุ้นมะกัน

ผมกำลังจะได้มีโอกาสไปเหยียบแผ่นดินอเมริกาเป็นครั้งแรก!
จุดมุ่งหมายแรกที่จะไปก็คือ มหานครนิวยอร์ค
ศูนย์กลางทางการเงินของโลกยุคปัจจุบัน
และเป็นแหล่งที่ตั้งของ Wallstreet ด้วย
(ยังไงต้องไปถ่ายรูปกับ Charging Bull แก้เคล็ด ซะหน่อย ไป ตปท ทีไร หุ้นลงกระจาย)

พูดถึงตลาดหุ้นอเมริกา ก็นับว่าเป็นแหล่งรวมหุ้นมากมายมหาศาล
ในฐานะที่เป็นนักลงทุน เน้นลงทุนในประเทศอย่างเดียวมาได้ 5 ปีละ
แต่ก็ล้มลุกคลุกคลานมากไปหน่อย และปู่เซต ก็แพงขึ้นมาเรื่อยๆ
เริ่มหาหุ้นลงทุนยากละ....
เลยลองไปด้อมๆ มองๆ ตลาดหุ้นอเมริการดูหน่อยดีกว่า
ว่าแล้วก็เริ่มตาม Style Bottom up ตามฟอร์มเดิม คือการร่อนๆๆ หุ้นออกมา
ทีนี้ด้วยความไม่คุ้นเคย ก็ลอง Search google ดูว่ามี website ไหนน่าสนใจช่วยร่อนหุ้นได้บ้าง
ก็ไปเจอ website นี้ครับ http://finviz.com
ข้อดี คือ 
1.ฟรี
2. มี screen criteria เยอะมากๆ
3. มี virtual portfolio ด้วย...น่าสนใจแฮะ

ว่าแล้วใส่ Screen ต่างๆ เข้าไป (ตามจินตนาการ) ได้ดังภาพ

มีใส่เงื่อนไขเพิ่มอีกนิดหน่อย (จำไม่ได้ละ น่าจะเป็น Market Cap)
ก็ได้ portfolio ออกมาดังรูปข้างล่างนี้
โดย มีให้กด เฉลี่ยเงินลงทุนเท่าๆกันด้วย ก็เลยลองกดเล่นไปซะเลย
ผ่านไป 2 วัน ผลออกมายังไงไปดูกันครับ

ผลก็เรียบร้อยโรงเรียนจีน....
มีทั้งวิ่ง 20% และ ติดลบ 20%
หากทุ่มตัวใดตัวหนึ่ง คงรุ่ง หรือไม่ก็ริ่ง ไปเลย
นี่มันอัลไลกัน หุ้นมะกัน นี่ดู swing ยิ่งกว่าปู่เซต นะครับ
ส่วนตัวคงศึกษาเก็บความรู้ไปเรื่อยๆ
เผื่อมีโอกาสไปอยู่อเมริกา คงได้เริ่มลงทุนครับ
ไว้มา update กันใหม่นะครับ

Tuesday, August 4, 2015

ตลาดหุ้นไทย

ที่มา Facebook : Banyong Pongpanich
 June 6, 2013

หุ้นตกหนัก มีคนบ่นว่าไอ้ฝรั่งมันขายตั้ง 33,000 ล้านบาทตั้งแต่ต้นปีผมบอกว่าเค้าซื้อตั้ง 1,200,000 ล้านแน่ะ (แต่ขาย 1,530,000ล้าน)
คนชอบคิดว่าฝรั่งเป็นคนเดียวกัน ทำอะไรเหมือนๆกัน พร้อมๆกันเล่นเป็นรอบๆเหมือนคนไทย เลยจะขอเล่าถึงโครงสร้างตลาดหุ้นไทย เผื่อจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆที่รักจะเป็นนักเสี่ยงโชคบ้าง
ตลาดไทยมีขนาดรวม 13 ล้านล้านบาท (ที่ระดับราคาปัจจุบัน). เป็นส่วนFreeFloat ประมาณ 6 ล้านล้าน ซึ่งจะอยู่ในมือของนักลงทุนสถาบันต่างประเทศ(ที่เราเรียกรวมว่าฝรั่ง) 60% (ประมาณ 3.6 ล้านล้านหรือ $120 billion) โดยจะมีลักษณะและพฤติกรรมดังนี้
-ส่วนใหญ่เป็น long term Investor มี Hedge fund น้อยในตลาดไทย
-มีรวมประมาณ 120 ผู้จัดการกองทุน
-บลจ.ใหญ่ๆ เช่น Genesis, Templeton, Capital, Fidelity, Aberdeen แต่ละบริษัทมีหุ้นไทยอยู่มากกว่า 5 $billion (150,000ล้านบาท)
-ลงทุนโดยใช้ fundamental เป็นหลัก
->95% ของเงินลงทุนอยู่ใน SET100 (แต่ไม่ใช่ทุกตัวนะ)
-turnoverประมาณ 1.5 ปีต่อรอบ(เช่น ถ้า port 100,000 ล้าน ก็จะซื้อขายแค่ 70,000 ล้าน ในหนึ่งปี
-พิจารณาการลงทุนโดยเทียบกับตลาดและบริษัททั่วโลก
กลุ่มที่2 เป็นนักลงทุนสถาบันไทย ซึ่งถือครองอยู่ประมาณ18% (1.1ล้านๆ) อันได้แก่กองทุนรวม กบข. ประกันสังคม สำรองเลี้ยงชีพ ประกันชีวิต ฯลฯ (ไม่นับรวมวายุภักษ์เพราะผมไม่รู้ว่าเป็นอะไร สงสัยเป็นนกมั๊ง). พวกนี้จะมีพฤติกรรมเหมือนกับพวกฝรั่งเกือบทุกอย่างยกเว้นข้อสุดท้ายแม้ คุณภาพจะด้อยกว่าบ้าง(นอกจากบลจ. เล็กๆหวือหวาไม่กี่แห่ง)
กลุ่มที่3 คือนักลงทุนบุคคลไทยซึ่งถือหุ้นอยู่ประมาณ 20% (1.2ล้านๆ) ซึ่งแบ่งได้เป็นสองพวกคือพวกที่ไม่ได้ซื้อขายมากกับนักเล่นหุ้นที่ซื้อขาย บ่อยทุกสัปดาห์และส่วนใหญ่มี leverage สูงซึ่งผมประมาณว่ามีสัดส่วนถือครอง 60:40 (ตรงนี้เป็นguesstimate ไม่เหมือนตัวเลขอื่นที่เป็นfact). พวกหลังส่วนใหญ่ซื้อขายมากกว่าปีละ 10 รอบ และมักไม่มีศักยภาพพอที่จะลงทุนแบบ fundamental จริงจังได้แต่ "ตามๆเขาไป" มีบัญชีอยู่กว่า 500,000 บัญชี กลุ่มนี้ทำวอลุ่มซื้อขาย 60%. ทั้งๆที่ถือครองแค่ไม่ถึง10%
กลุ่มสุดท้ายคือ port ของบล. ซึ่งถืออยู่2-3% มีหลายประเภทแต่ส่วนใหญ่ทำหน้าที่เหมือน Hedge Fund
หันมาทางด้าน Supply บ้าง เรามี บ.จดทะเบียนกว่า 600 บริษัท แต่ SET100 มีขนาดรวมกัน 87%. ในอดีต 5-6 ปีที่แล้ว หุ้น SET100 ซื้อขายกันแค่ 65% ของวอลุ่มทั้งหมด แล้วก็ปรับปรุงขึ้นจนเป็น 75% ในปี 2011 อย่างที่บอกแล้วว่านักลงทุนสถาบันเขาไม่ลงทุนนอกSET100. ดังนั้น มีแต่รายย่อยลงทุนซึ่งสักพักเขาก็เริ่มเรียนรู้ว่าการ "ตามเสี่ย ตามเจ๊" มักจะหมดตัวเลยหันไปตามฝรั่ง แต่ในสองไตรมาส หลังวอลุ่มหุ้นนอก SET100 เพิ่มเป็นเกือบ 40% อีกแล้ว แปลว่าเริ่มกลับไป "ตามเสี่ย ตามเจ๊" ซึ่งไปเปลี่ยนชื่อใหม่มาเป็น"วี ไอ". ตลท. ภูมิใจว่าตลาดไทยมีสภาพคล่องเพราะนักลงทุนบุคคลซื้อขาย 2/3 แถมหุ้นเล็กมีสภาพคล่อง แต่ผมว่าน่าเป็นห่วงเพราะมีแค่ 2 ตลาดในโลกเองที่บุคคลซื้อขาย > สถาบัน แถมที่ว่ามีสภาพคล่องก็ทีละไม่เกิน 20 หุ้นจากหุ้นเล็กกว่า 500 (เฉพาะที่เขากำลัง"ทำ")
เล่ามายืดยาวขอสรุปเลยดีกว่า
1) ตลาดไทยมี 2 ตลาด. คือหุ้นใหญ่ที่ lead โดยนักลงทุนสถาบันคุณภาพ เป็น fundamental led กับ globalize. กับหุ้นเล็กที่ lead โดย"นักทำ"เป็น?
2) ภาวะตลาดไทยผูกติดกับภาวะตลาดโลกอย่างๆไม่มีทางจะแยกได้แล้ว แต่ไม่ต้องกลัวเพราะว่าถ้าฝรั่งขายเกิน 10% (360,000ล้าน). เราก็จะเห็น Index 600 แล้วมันก็จะหยุดขายไปเอง
3) ในภาวะที่ตลาดขึ้นต่อเนื่องอย่าง 2 ปีที่ผ่านมา ทุกคนจะรู้สึกว่าตัวเอง"โคตรเก่ง" ลงอะไรก็รวย (เขาเรียกว่ายุค"ปาลูกดอก") และนักทำทั้งหลายก็จะออกอาละวาด
4) ในชีวิต 36 ปีในตลากหุ้นของผม. ไม่เคยเห็น "การปั่นหุ้นการกุศล". มีแต่ปั่นไปเพื่อเชือดเท่านั้นถ้าอยากเล่นหุ้นปั่นต้องถือคติ "เกาะถูก โดดทัน" กับสวดมนต์ลูกเดียว
5) ตั้งแต่ผมหมดตัวเมื่อยุค "ราชาเงินทุน" 34 ปีที่แล้วก็ไม่เคยเล่นหุ้นอีกเลย แต่เอาเงินไปให้ Asset Management จัดการแล้วก็รวยดีมาจนทุกวันนี้
ขอให้ทุกท่านโชคดี รำ่รวยกันทั่วหน้า แต่ถ้าอยากชัวร์ก็รีบมาเปิดบัญชีกับ บล.ภัทรนะครับ

Sunday, August 2, 2015

เรียน Excel ขั้นเทพ กับ Website SkillLane

"พระเจ้าจอร์จ...มันยอดมาก"
ต้องอุทานด้วยคำนี้เลยทีเดียว สำหรับคอร์สเรียน Excel ขั้นเทพ
นอกจากคนสอนน่ารัก เอ้ย สอนดีมีความรู้แล้ว
คอร์สนี้ยังฟรีอีกต่างหาก
ใครที่ต้องใช้ Excel ในการทำงานเป็นประจำ
และอยากจะพัฒนาทักษะการใช้ Excel ให้เทพขึ้นไปอีกระดับ
ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงครั้บ

พร้อมแล้ว ก็ไปเรียนกันแบบฟรีๆ ได้เลย!
https://www.skilllane.com/courses/excel


นอกจากคอร์ส Excel แล้ว Website SkillLane นี้
ถือเป็นแหล่งรวมวิชาความรู้แบบ e-learning ที่เจ๋งมากๆ
มีวิชาอื่นๆ ทั้งเรื่อง การลงทุนทั้งสาย Fundamental และ Technical
หรือเรื่อง เทคนิคการใช้โปรแกรมแต่งภาพ Lightroom ที่กำลังฮิต ในตอนนี้
ซึ่งแต่ละวิชา ก็มีทั้งเรียนฟรี และต้องจ่ายเงินเรียนนะครับ

บางคนที่ชอบหาความรู้แบบ e-learning
ก็อาจคุ้นๆกับพวก https://www.khanacademy.org/ หรือ https://www.coursera.org/
ซึ่งคนไทยเราก็ทำได้ดีไม่แพ้กันเลยทีเดียว

ขอให้ SkillLane ขยายจำนวนวิชาออกไปเรื่อยๆ นะครับ จะเป็นประโยชน์มากๆ
แลหากใคร สนใจอ่านประวัติความเป็นมาของ SkillLane
ก็ไปตามอ่านกันได้เลยครับที่ link ข้างล่างนี้ กันได้เลยครับ
http://www.theceoblogger.com/ceo-1507003-2/


Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...