Wrap up Global House จาก Oppday
ช่วงนำเสนอ
- sssg yoy 3M = -4.5%, 9M = +0.2-0.3%, ปัญหาหลักๆ คือราคาสินค้ากลุ่มเหล็ก ลงจากปีที่แล้ว และยอดขายสินค้าก่อสร้างลดลง
- ในอนาคต ราคาสินค้าหลายๆ ตัวลดลง ทำให้ sssg Q4 และปี 2016 ไม่สวยหรู - New Normal (สินค้ากลุ่มปูนซีเมนต์ และวัสดุเกี่ยวเนื่อง แนวโน้มลดลง) แต่ GPM และ NPM ยังรักษาได้
- GPM ทำได้ค่อนข้างดี 17.6% หลักๆจาก Product Mixed เปลี่ยน (สินค้า Margin ต่ำขายลดลง)
- กลยุทธ์ปี 2016
1) ขยายสาขา
- ปีนี้คาดว่าเปิดได้ 6 สาขา พลาดเป้าไป 1 สาขา คือ สาขาศาลายา (เข้า กทม. ครั้งแรก ปรับแบบพอสมควร)
- ปีหน้าเปิด 1+7 = 8 สาขา เน้นเปิด Q2-Q3
- ลงทุนที่ลาว Souvanny ปัจจุบัน GBI ถือ 40% หลัง IPO จะเหลือ 34%
2) พัฒนา Existing Network
- DC ได้เปิดใช้ปี 2016 แน่นอน
- Product & Service Management focus housebrand
Q&A
1. สัดส่วนลูกค้า : โครงสร้าง 30-35%, Shopping Area 65-70% / กลุ่มลูกค้ามีทั้งเจ้าของบ้านและผู้รับเหมา
2. สาขาที่ศาลายา อยู่ติดคู่แข่ง เรียงกัน 3 brand เลย, มีการปรับแบบในการจัดการสินค้าโครงสร้าง, ส่วนที่เป็น shopping area เหมือนเดิม (แต่มีการเพิ่มสินค้า บางรายการ)
3. ภาพรวมธุรกิจก่อสร้าง
- Q4 ปีนี้ รัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจ 100,000 ล้าน กองทุนหมู่บ้านทั้งหลาย น่าจะเริ่มใช้ปลายเดือน Nov15 พร้อมกับเงินที่ได้จากการเก็บเกี่ยวข้าว บรรยากาศดีกว่าปีที่แล้ว
- ปี 2016 รัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ตจว. รู้สึกว่ากำลังซื้อเริ่มกลับมา แต่ธนาคารพาณิชย์ก็ยังระมัดระวังในการปล่อยกู้, คณวิทูรคิดว่าปี 2016 น่าสร้างบ้านมากที่สุด ราคาปูน ลดจากถุงละ 100 เหลือ 88 บาท, ราคาอิฐมวลเบา ลดจาก 25 เหลือ 14-15 บาท, เหล็ก เคยสูงสุด 30 บาท เหลือ 11 บาท (เหล็กเส้น) เท่ากับราคาปี 2540
4. การเติบโตของยอดขายปีหน้า ต้องรอดูราคาวัสดุก่อสร้าง, ส่วน Margin ยังเชื่อว่าปีหน้ายังรักษา Margin ระดับ Q2-Q3 ปี 2015 นี้ได้ (คาดว่าประมาณ 18%)
5. Private Brand ใน Q3 เดือนที่สูงสุดอยู่ประมาณ 13%, ปีที่แล้ว 9.5%
6. สินค้าคงเหลือ ช่วงฝนตก สินค้าโครงสร้างจะขายได้ลดลง
7. Souvanny ที่ลาว ถือว่าเป็น ผู้นำวัสดุก่อสร้างแบบ Modern Trade โดยมี Store ใหญ่ๆ 2 store และ เล็กๆ 2 store เดิมเน้นสินค้า Home Improvement, กำลังจะ IPO ต้นเดือน Dec15, ภาพรวม GPM ถือว่าใช้ได้, NPM ไม่แพ้ Global House, โดยกฎหมายเพิ่งอนุญาตให้ต่างชาติถือหุ้นค้าปลีก, ที่ผ่านมาธุรกิจมีกำไรตลอด และยังมีกำไรสะสมอยู่
8. การขยายธุรกิจกับ Souvanny จะนำของ Global House ไป Implement, จะมีการนำสินค้า House Brand ของ GBI ไปให้ Souvanny ขายด้วย, Software ใช้ตัวเดียวกัน, Sale per store ถือว่าดี, ตลาดเวียงจันทร์ยังมี Room อีก (น่าจะตั้งได้ 5-7 store)
9. sssg แนวโน้ม Q4 ใช้ได้
10. DC อีก 15 วัน ตอกเสาเข็มเสร็จ, อีก 7 เดือน ติดตั้งตัวอาคารและระบบเสร็จ, มี Capacity ในการจัดเก็บ 40,000 กว่า pallet
11. แผนขยาย ตปท. ก็ CLMV แต่ต้องไปผ่าน GBI
- พม่า เพิ่งเริ่มมี Modern Trade
- ลาว มี แต่ขายเฉพาะอย่าง, ปีหน้าอยากขยาย 4-5 สาขา
- กัมพูชา กำลังหาที่ดิน GBI ลงทุนเองได้ แต่หากมี Strategic Partner ก็จะดี (กฎหมายเปลี่ยนเร็ว) ธุรกิจเดินด้วย connection
- Synergy คือ การขายสินค้าไปให้ Strategic Partner, และสามารถใช้ DC ของ GLOBAL ได้
- คุณวิทูร มองว่า หากมีระบบการจัดการที่ดี สามารถขยายทีละหลายๆ สาขาได้ แต่รอเรื่องกฎหมายอยู่, พอจบ 3 ประเทศ จะถือว่ามี Store ที่ Coverage Area ใหญ่มาก มี Center ที่ไทยคอยติดต่อผู้ผลิต สามารถไปคุยกับ Supplier ทำสินค้า House Brand ได้เพิ่ม
12. House Brand ถือเป็นกลยุทธ์หลัก มีการเพิ่มทีมงาน Sourcing, จะมี New Item เพิ่มมากขึ้น, แต่ค่าเงินบาทอ่อนลงเมื่อเทียบกับเงินหยวน, โดยซื้อเป็นเงิน RMB ทั้งหมด
13. SG&A ไม่ค่อยน่าห่วง โดย swing ตามยอดขาย Target 11%
14. GPM เป็นเรื่องท้าทาย
- ปรับราคาเพิ่มขึ้นทำได้ยาก
- กลยุทธ์คือ Product mix, และเพิ่มสินค้า House Brand
- ใช้การจัดซื้อโดยตรงจากโรงงานตัดพ่อค้าคนกลางออกไป shift direct จาก factory to outlet
-end-
Monday, November 16, 2015
Sunday, November 15, 2015
พระภิกษุที่กลายเป็นมหาเศรษฐี
นายคาซูโอ อินาโมริ (Mr. Kazuo Inamori) ผู้ก่อตั้งและประธานกิตติคุณของบริษัท เคียวเซอรา คอร์เปอเรชัน นักบริหารธุรกิจผู้มากความสามารถจนรัฐบาลญี่ปุ่นต้องไปขอร้องถึงออฟฟิศให้มาช่วยพลิกฟื้นสายการบินแจแปนแอร์ไลน์ส (แจล) ตอนที่ขาดทุนอย่างหนักซึ่งขณะนั้นเขามีอายุ 77 ปีแล้ว
นายอินาโมริ เป็นมหาเศรษฐีที่เคยตัดสินใจทิ้งธุรกิจเพื่อเข้าสู่ร่มกาสาวพัตร์บวชเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนานิกายเซ็นอยู่ระยะหนึ่ง
นอกจากเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทเคียวเซอราฯ ซึ่งเป็นผู้ผลิตเซรามิกเทคโนโลยีสูงในปี 2502 แล้ว นายอินาโมริ ปัจจุบันอายุ 83 ปี ยังก่อตั้งบริษัทโทรศัพท์ KDDI ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่า 64,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.3 ล้านล้านบาท) และเป็นผู้ผ่าตัดสายการบินแจลที่กำลังจะล้มละลายในปี 2553 จนกลับมามีกำไรภายในปีเดียว ทั้งที่ไม่มีประสบการณ์ในการบริหารสายการบินมาก่อน กลายเป็นผู้บริหารธุรกิจที่เก่งกาจที่สุดคนหนึ่งของประเทศญี่ปุ่นมีสินทรัพย์สุทธิหลายหมื่นล้านบาท
ปูมหลังระบุว่าหลังจากทำงานหนักอยู่นานจน บริษัท เคียวเซอรา ตั้งมั่นได้แล้วนายอินาโมริ ลาออกจากตำแหน่งบริหารและเป็นประธานอย่างเดียวเพื่อไปบวชเป็นพระภิกษุในปี 2540 อาศัยอยู่ในวัดระยะหนึ่ง ก่อนจะสึกและกลับเข้าสู่วงการธุรกิจอีกครั้งและกลายเป็นนักบริหารที่มีปรัชญาในการบริหารที่น่าศึกษามากที่สุดคนหนึ่งของโลก
ความจริงคุณอินาโมริ เลื่อมใสในพุทธศาสนามาตั้งแต่เป็นหนุ่มและใช้หลักศาสนาในการบริหารธุรกิจมานานแล้ว ซึ่งสำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า มุมมองในการบริหารธุรกิจของผู้ก่อตั้งเคียวเซอราฯ ท่านนี้แตกต่างจากตำราบริหารธุรกิจของค่ายตะวันตกอย่างสิ้นเชิง
นายอินาโมริ พูดถึงหลักการบริหารธุรกิจที่เน้นไปที่ผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเป็นสิ่งที่ผิดพลาด ‘ใช้เวลาทั้งหมดที่คุณมีอยู่ทำให้พนักงานบริษัทมีความสุข ถ้าคุณต้องการไข่ คุณต้องดูแลแม่ไก่ให้ดี ถ้าคุณทำร้ายหรือฆ่าแม่ไก่ คุณไม่มีทางได้อะไรที่ต้องการ’
ในการพลิกฟื้นสายการบินแจล ให้กลับมามีกำไร คุณลุงอินาโมริ ประกาศรับตำแหน่งซีอีโอ โดยไม่รับเงินเดือนจากนั้นก็พิมพ์สมุดเล่มเล็ก ๆ อธิบายถึงปรัชญาในการบริหารและใช้ชีวิตในวิถีพุทธแจกให้กับพนักงานทุกคน สอนให้พนักงานรู้จักถ่อมตนและทำในสิ่งที่ถูกต้องในชีวิตพร้อมกับทุ่มเทให้กับการเจริญเติบโตของบริษัท ซึ่งนายอินาโมริ ให้สัมภาษณ์บลูมเบิร์กในภายหลังว่า เขาต้องการเปลี่ยนวิธีการคิดของพนักงานทั้งหมดเพื่อทำให้พนักงานภูมิใจในตัวเองและพร้อมที่จะทำงานหนักเพื่อบริษัท
อินาโมริ พูดว่า ‘ผู้นำของบริษัทจะต้อง พยายามทำให้พนักงานทั้งหมดมีความสุขทั้งด้านร่างกายและจิตใจ สิ่งนี้เป็นหน้าที่ของผู้นำองค์กร ไม่ใช่ทำงานเพื่อผู้ถือหุ้น’ และ ‘การทำให้พนักงานมีความสุข พนักงานจะทำงานดีมีประสิทธิภาพมากขึ้นและทำให้รายได้ขององค์กรเพิ่มและบริษัทไม่ควรจะละอายในการทำผลกำไรให้ได้มาก ๆ หากว่าธุรกิจของบริษัทมีส่วนทำให้สังคมดีขึ้น’
บลูมเบิร์ก ระบุว่า ปรัชญาการบริหารงานของนาย อินาโมริ ซึ่งไม่ใช่ทุนนิยมจ๋า เป็นผลิตผลของวัฒนธรรมสังคมของญี่ปุ่นที่ไม่ต้องการให้มีช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนมากเกินไป เมื่อเทียบกับวัฒนธรรมของตะวันตก
ทุกวันนี้ ปรัชญาในการบริหารงานของนายอินาโมริ กลายเป็นสถาบันไปแล้ว ทุกครั้งที่นาย อินาโมริ เปิดการเรียนการสอนเกี่ยวกับปรัชญา การบริหารงานของเขาซึ่งแตกต่างจากตำราเรียนในมหาวิทยาลัยทั้งในญี่ปุ่นและตะวันตก มีเจ้าของกิจการหลายพันคนเข้าฟังแน่นห้องเรียนเสมอ
นาย อินาโมริ พูดว่า เขาเล็คเชอร์ ปรัชญาการบริหารงานสไตล์ทุนนิยมผสมพุทธของเขา ให้กับผู้ฟังฟรีโดยไม่คิดเงิน ถือเป็นการตอบแทนต่อสังคมเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิตของเขา
Credit: http://www.thansettakij.com/2015/11/11/17770
นายคาซูโอ อินาโมริ (Mr. Kazuo Inamori) ผู้ก่อตั้งและประธานกิตติคุณของบริษัท เคียวเซอรา คอร์เปอเรชัน นักบริหารธุรกิจผู้มากความสามารถจนรัฐบาลญี่ปุ่นต้องไปขอร้องถึงออฟฟิศให้มาช่วยพลิกฟื้นสายการบินแจแปนแอร์ไลน์ส (แจล) ตอนที่ขาดทุนอย่างหนักซึ่งขณะนั้นเขามีอายุ 77 ปีแล้ว
นายอินาโมริ เป็นมหาเศรษฐีที่เคยตัดสินใจทิ้งธุรกิจเพื่อเข้าสู่ร่มกาสาวพัตร์บวชเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนานิกายเซ็นอยู่ระยะหนึ่ง
นอกจากเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทเคียวเซอราฯ ซึ่งเป็นผู้ผลิตเซรามิกเทคโนโลยีสูงในปี 2502 แล้ว นายอินาโมริ ปัจจุบันอายุ 83 ปี ยังก่อตั้งบริษัทโทรศัพท์ KDDI ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่า 64,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.3 ล้านล้านบาท) และเป็นผู้ผ่าตัดสายการบินแจลที่กำลังจะล้มละลายในปี 2553 จนกลับมามีกำไรภายในปีเดียว ทั้งที่ไม่มีประสบการณ์ในการบริหารสายการบินมาก่อน กลายเป็นผู้บริหารธุรกิจที่เก่งกาจที่สุดคนหนึ่งของประเทศญี่ปุ่นมีสินทรัพย์สุทธิหลายหมื่นล้านบาท
ปูมหลังระบุว่าหลังจากทำงานหนักอยู่นานจน บริษัท เคียวเซอรา ตั้งมั่นได้แล้วนายอินาโมริ ลาออกจากตำแหน่งบริหารและเป็นประธานอย่างเดียวเพื่อไปบวชเป็นพระภิกษุในปี 2540 อาศัยอยู่ในวัดระยะหนึ่ง ก่อนจะสึกและกลับเข้าสู่วงการธุรกิจอีกครั้งและกลายเป็นนักบริหารที่มีปรัชญาในการบริหารที่น่าศึกษามากที่สุดคนหนึ่งของโลก
ความจริงคุณอินาโมริ เลื่อมใสในพุทธศาสนามาตั้งแต่เป็นหนุ่มและใช้หลักศาสนาในการบริหารธุรกิจมานานแล้ว ซึ่งสำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า มุมมองในการบริหารธุรกิจของผู้ก่อตั้งเคียวเซอราฯ ท่านนี้แตกต่างจากตำราบริหารธุรกิจของค่ายตะวันตกอย่างสิ้นเชิง
นายอินาโมริ พูดถึงหลักการบริหารธุรกิจที่เน้นไปที่ผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเป็นสิ่งที่ผิดพลาด ‘ใช้เวลาทั้งหมดที่คุณมีอยู่ทำให้พนักงานบริษัทมีความสุข ถ้าคุณต้องการไข่ คุณต้องดูแลแม่ไก่ให้ดี ถ้าคุณทำร้ายหรือฆ่าแม่ไก่ คุณไม่มีทางได้อะไรที่ต้องการ’
ในการพลิกฟื้นสายการบินแจล ให้กลับมามีกำไร คุณลุงอินาโมริ ประกาศรับตำแหน่งซีอีโอ โดยไม่รับเงินเดือนจากนั้นก็พิมพ์สมุดเล่มเล็ก ๆ อธิบายถึงปรัชญาในการบริหารและใช้ชีวิตในวิถีพุทธแจกให้กับพนักงานทุกคน สอนให้พนักงานรู้จักถ่อมตนและทำในสิ่งที่ถูกต้องในชีวิตพร้อมกับทุ่มเทให้กับการเจริญเติบโตของบริษัท ซึ่งนายอินาโมริ ให้สัมภาษณ์บลูมเบิร์กในภายหลังว่า เขาต้องการเปลี่ยนวิธีการคิดของพนักงานทั้งหมดเพื่อทำให้พนักงานภูมิใจในตัวเองและพร้อมที่จะทำงานหนักเพื่อบริษัท
อินาโมริ พูดว่า ‘ผู้นำของบริษัทจะต้อง พยายามทำให้พนักงานทั้งหมดมีความสุขทั้งด้านร่างกายและจิตใจ สิ่งนี้เป็นหน้าที่ของผู้นำองค์กร ไม่ใช่ทำงานเพื่อผู้ถือหุ้น’ และ ‘การทำให้พนักงานมีความสุข พนักงานจะทำงานดีมีประสิทธิภาพมากขึ้นและทำให้รายได้ขององค์กรเพิ่มและบริษัทไม่ควรจะละอายในการทำผลกำไรให้ได้มาก ๆ หากว่าธุรกิจของบริษัทมีส่วนทำให้สังคมดีขึ้น’
บลูมเบิร์ก ระบุว่า ปรัชญาการบริหารงานของนาย อินาโมริ ซึ่งไม่ใช่ทุนนิยมจ๋า เป็นผลิตผลของวัฒนธรรมสังคมของญี่ปุ่นที่ไม่ต้องการให้มีช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนมากเกินไป เมื่อเทียบกับวัฒนธรรมของตะวันตก
ทุกวันนี้ ปรัชญาในการบริหารงานของนายอินาโมริ กลายเป็นสถาบันไปแล้ว ทุกครั้งที่นาย อินาโมริ เปิดการเรียนการสอนเกี่ยวกับปรัชญา การบริหารงานของเขาซึ่งแตกต่างจากตำราเรียนในมหาวิทยาลัยทั้งในญี่ปุ่นและตะวันตก มีเจ้าของกิจการหลายพันคนเข้าฟังแน่นห้องเรียนเสมอ
นาย อินาโมริ พูดว่า เขาเล็คเชอร์ ปรัชญาการบริหารงานสไตล์ทุนนิยมผสมพุทธของเขา ให้กับผู้ฟังฟรีโดยไม่คิดเงิน ถือเป็นการตอบแทนต่อสังคมเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิตของเขา
Credit: http://www.thansettakij.com/2015/11/11/17770
INET โอกาสในการ Turnaroud เป็นผู้นำ Cloud Service Provider ในไทย
Internet ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเราอย่างมาก จนเรียกได้ว่าเป็นปัจจัยที่ 5 ไปแล้วก็ไม่ผิด
ทำให้ผม สนใจบริษัทในกลุ่ม Internet, IT และได้ติดตามดูงบฯ บริษัทต่างๆ มาตลอด
และที่สำคัญ หากเป็นบริษัท Market Cap. เล็กๆ ด้วย จะยิ่งสนใจเป็นพิเศษ
(เหมือนปั้นนักเตะเยาวชน อ่ะนะ)
และสำหรับงบ Q3 ที่ผ่านมา มีบริษัทหนึ่ง มีผลประกอบการที่เตะตา เข้าข่ายที่จะ "Turnaround" ได้
นั่น ก็คือ "INET"
เราไปดูผลประกอบการงวด 3Q15 กันก่อน
จะเห็นว่ากำไร Q3 โตดีมาก ซึ่งเมื่อดูผลประกอบการย้อนหลังใน website set.or.th ก็พบว่า
กำไรงวดนี้ถือได้ว่าเป็น New High ของบริษัทอย่างน้อยๆ ก็ในรอบ 5 ปีเลยทีเดียว
ส่วนราคาหุ้น ก็พอรับได้ P/BV = 1.6x
เริ่มน่าสนใจละ
ทีนี้ตาม Step ก็ต้องไปศึกษาบริษัทเพิ่มเติมกันซักหน่อย
คร่าวๆ สำหรับบริษัท INET อ่านจาก Website บริษัท ครับ
โดยสรุปคือ
- INET เป็น ผู้ให้บริการ ICT Infrastructure as a Service Provider
แต่ก่อนจะ-ขุดข้อมูลไปมากกว่านี้ ขอดูกราฟราคา หน่อยละกันครับ
(เอ๋ะ นี่มันนักลงทุน หรือ นักเกร็งกำไรกันแน่... คือ อยากดูราคาให้ชัวร์ว่า เราไม่ได้อยู่บนยอดดอยอ่ะครับ หากงบเมพมาก แต่ถ้าราคาอยู่ดอยอินทนนท์ ก็ไม่น่าสนใจอยู่ดี)
ราคาถือว่าน่ารักน่าลุ้นทีเดียว ช่วงปี 2013 ตอนตลาดพีคๆ INET ได้รับความสนใจจากนักลงทุนจำนวนหนึ่ง แต่ผลประกอบการก็ยังไม่มาตามนัด ราคาเลยย่อลงมาเรื่อยๆ ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนจะฟื้นขึ้นมาตามงบ 3Q15 ที่ออกมา ดูดีทีเดียว
เอาหล่ะ ถือว่าน่าสนใจ ไปอ่านคำอธิบายงบ Q3 กันซักหน่อย
โดยสรุป งวด 3Q15 บริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้น 30% จากการบริการ Cloud และให้บริการเชื่อมต่อ Internet
แต่ต้นทุนขึ้นในอัตราที่ช้ากว่า เนื่องจากการบริการต้นทุนได้ดีขึ้น (เข้าใจว่า Utilization Rate เพิ่มขึ้น)
เลยทำให้กำไรเติมโมากในงวดนี้
นอกจากนี้บริษัทร่วมคือ Netbay ที่ INET ถือหุ้น 25% ก็มีผลประกอบการที่ดี โดย INET รับรู้ส่วนแบ่งกำไรในไตรมาสนี้ 4.6 ล้านบาท
ลองดูรายได้และกำไรย้อนหลังรายไตรมาส ก็ดูใช้ได้เลย
(ใช้ไฟล์ Excel พี่ Kanchit Paisan ครับ ดูได้สะดวกรวดเร็วมากๆ)
ดูจากงบกำไรขาดทุน ย้อนหลัง จะเห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 2012 ครับ
ซึ่งก็นับว่าน่าสนใจจริงๆ สำหรับบริษัท INET
หลังจากนั้นก็ต้องไปอ่าน 56-1, Annual Report, บันทึกประชุม AGM แล้วย่อยข้อมูลออกมา
ซึ่งขอต่อตอนหน้าละกันนะครับ
เขียนครั้งแรกวันที่ 15/11/15 ที่ร้าน McDonald (เอ๊ะ จะบอกทำไม)
Mr.K
ปล. การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดใช้วิจารณญานในการรับชมครัช
update 21/11/15 ตอนที่ 2
ทำให้ผม สนใจบริษัทในกลุ่ม Internet, IT และได้ติดตามดูงบฯ บริษัทต่างๆ มาตลอด
และที่สำคัญ หากเป็นบริษัท Market Cap. เล็กๆ ด้วย จะยิ่งสนใจเป็นพิเศษ
(เหมือนปั้นนักเตะเยาวชน อ่ะนะ)
และสำหรับงบ Q3 ที่ผ่านมา มีบริษัทหนึ่ง มีผลประกอบการที่เตะตา เข้าข่ายที่จะ "Turnaround" ได้
นั่น ก็คือ "INET"
เราไปดูผลประกอบการงวด 3Q15 กันก่อน
กำไรงวดนี้ถือได้ว่าเป็น New High ของบริษัทอย่างน้อยๆ ก็ในรอบ 5 ปีเลยทีเดียว
ส่วนราคาหุ้น ก็พอรับได้ P/BV = 1.6x
เริ่มน่าสนใจละ
ทีนี้ตาม Step ก็ต้องไปศึกษาบริษัทเพิ่มเติมกันซักหน่อย
คร่าวๆ สำหรับบริษัท INET อ่านจาก Website บริษัท ครับ
โดยสรุปคือ
- INET เป็น ผู้ให้บริการ ICT Infrastructure as a Service Provider
- บริการของบริษัทได้แก่
1. บริการ เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตสำหรับธุรกิจ (Full Internet Access for Business)
2. บริการครบวงจรที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Business Solutions)
2.1 บริการ Internet Data Center (IDC)
INET IDC เป็นศูนย์กลางการให้บริการสำหรับหน่วยงานหรือองค์กรธุรกิจต่างๆ ที่ต้องการนำเสนอข้อมูลผ่านเครือข่าย Internet/Intranet ทั้งที่เป็นเครือข่ายสาธารณะ (Public Network) และเครือข่ายส่วนบุคคล (Private Network)
2.2 บริการ Cloud Services
เป็นบริการการใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์ร่วมกันผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่ปฏิบัติสอดคล้องกับมาตรฐาน ISO27001:2013 แบ่งเป็น 3 ประเภท ดังนี้
- Infrastructure as a Service (IaaS) เป็นการให้บริการการใช้โครงสร้างพื้นฐานด้าน IT
- Platform as a Service (PaaS) เป็นบริการที่ให้ผู้ใช้บริการสามารถนำ Application มาทำงานอยู่บนระบบนี้ โดยจะช่วยให้ผู้บริการใช้ไม่ต้องลงทุนทางด้าน Hardware และ Software
- Software as a Service (SaaS) จะเป็นการให้บริการทางด้าน Application เช่น Email on Cloud, Antivirus เป็นต้น
2.3 บริการ EDC Network Service
เป็นศูนย์กลางระบบเครือข่ายเครื่องรับชำระเงินผ่านบัตรเครดิตที่เชื่อมต่อธนาคารกับร้านค้าผ่านโครงข่ายโทรคมนาคมหลายรูปแบบ อาทิ โทรศัพท์พื้นฐาน โทรศัพท์เคลื่อนที่ และอินเทอร์เน็ต ทำให้สามารถทำธุรกรรมผ่านบัตรเครดิตได้อย่างปลอดภัย คล่องตัวในทุกพื้นที่ทั่วไทย (Amex ก็ใช้บริการ INET)
2.4 บริการ Software Services
เป็นบริการ online application สำหรับลูกค้า เช่น ระบบรับสมัครงาน (online recruitment) และบริการ mail services เป็นต้น
(เอ๋ะ นี่มันนักลงทุน หรือ นักเกร็งกำไรกันแน่... คือ อยากดูราคาให้ชัวร์ว่า เราไม่ได้อยู่บนยอดดอยอ่ะครับ หากงบเมพมาก แต่ถ้าราคาอยู่ดอยอินทนนท์ ก็ไม่น่าสนใจอยู่ดี)
ราคาถือว่าน่ารักน่าลุ้นทีเดียว ช่วงปี 2013 ตอนตลาดพีคๆ INET ได้รับความสนใจจากนักลงทุนจำนวนหนึ่ง แต่ผลประกอบการก็ยังไม่มาตามนัด ราคาเลยย่อลงมาเรื่อยๆ ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนจะฟื้นขึ้นมาตามงบ 3Q15 ที่ออกมา ดูดีทีเดียว
เอาหล่ะ ถือว่าน่าสนใจ ไปอ่านคำอธิบายงบ Q3 กันซักหน่อย
โดยสรุป งวด 3Q15 บริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้น 30% จากการบริการ Cloud และให้บริการเชื่อมต่อ Internet
แต่ต้นทุนขึ้นในอัตราที่ช้ากว่า เนื่องจากการบริการต้นทุนได้ดีขึ้น (เข้าใจว่า Utilization Rate เพิ่มขึ้น)
เลยทำให้กำไรเติมโมากในงวดนี้
นอกจากนี้บริษัทร่วมคือ Netbay ที่ INET ถือหุ้น 25% ก็มีผลประกอบการที่ดี โดย INET รับรู้ส่วนแบ่งกำไรในไตรมาสนี้ 4.6 ล้านบาท
ลองดูรายได้และกำไรย้อนหลังรายไตรมาส ก็ดูใช้ได้เลย
(ใช้ไฟล์ Excel พี่ Kanchit Paisan ครับ ดูได้สะดวกรวดเร็วมากๆ)
ดูจากงบกำไรขาดทุน ย้อนหลัง จะเห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 2012 ครับ
ซึ่งก็นับว่าน่าสนใจจริงๆ สำหรับบริษัท INET
หลังจากนั้นก็ต้องไปอ่าน 56-1, Annual Report, บันทึกประชุม AGM แล้วย่อยข้อมูลออกมา
ซึ่งขอต่อตอนหน้าละกันนะครับ
เขียนครั้งแรกวันที่ 15/11/15 ที่ร้าน McDonald (เอ๊ะ จะบอกทำไม)
Mr.K
ปล. การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดใช้วิจารณญานในการรับชมครัช
update 21/11/15 ตอนที่ 2
Saturday, November 7, 2015
ATP30 ผู้ให้บริการรับส่ง "สิ่งที่มีค่าที่สุด" ใน "โรงงาน"
ATP30 ผู้ให้บริการรับส่ง "สิ่งที่มีค่าที่สุด" ใน "โรงงาน"
- สนใจบริษัทนี้จากการ scan บริษัทที่มี Market Cap. น้อยกว่า 500 ล้านบาท ครับ (ณ วันที่ scan มูลค่าอยู่ที่ประมาณ 497 ล้านบาท)
- บริษัทเป็นผู้ให้บริการขนส่ง สิ่งที่มีค่ามากที่สุดในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งก็คือ "พนักงาน" นั่นเอง
- บริษัทริ่มประกอบธุรกิจรับส่ง พนักงานไปยังโรงงานตั้งแต่ปี 2548 ปัจจุบันดำเนินงานมาได้ 10 ปีแล้ว
- เพิ่ง IPO เมื่อเดือน สิงหาคมที่ผ่านมา ที่ราคา 0.95 บาท/หุ้น (ราคาพาร์ 0.25 บาท/หุ้น)
- จำนวนหุ้นที่เสนอขายทั้งสิ้น 160 ล้านหุ้น บริษัทรับเงินไปขยายกิจการทั้งสิ้น 152 ล้านบาท
- CEO คือ คุณปิยะ เตชากูล เมื่อก่อนเคยเป็นผู้บริหารโรงงานอุตสาหกรรม แต่เห็นโอกาสทางธุรกิจรับส่งพนักงาน เลยนำโมเดลนี้ไปนำเสนอ บริษัท สยามอีสเทิร์นอินดัสเตรียลพาร์ค จำกัด และบมจ.อมตะ คอร์ปอเรชัน แต่ถูกปฏิเสธ
- อย่างไรก็ตาม สุดท้ายก็ได้ลงทุนเปิดบริษัท โดย 'ตระกูลพานิชชีวะ' และ 'ตระกูลกรมดิษฐ์' ตัดสินใจลงทุนกับ ATP30 ในนามส่วนตัว
- คุณ ปิยะ เตชากูล พื้นเพเป็นคนจังหวัดชัยภูมิ จบปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต สาขวิศวกรรมเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่น 27 ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับ 'ประพันธ์ เจริญประวัติ' ผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai)
- บริษัทมีการให้บริการเป็น 2 รูปแบบ คือ รถโดยสารของบริษัทเอง และรถร่วมบริการ
- ลูกค้าของบริษัท กระจายไปในหลากหลายอุตสาหกรรม บริษัทจะทำการหาลูกค้าให้ได้ก่อน โดยเซ็นต์สัญญา 1-5 ปี หลังจากนั้นจึงค่อยทำการจัดหารถ
- บริษัท คิดค่าบริการลูกค้า โดยเหมาเป็นจำนวนเที่ยว ซึ่งรูปแบบสัญญามีความหลากหลาย (บางสัญญามี Minimum Charge) ราคาค่าบริการปรับขึ้นลงตามราคาน้ำมัน โดยเฉลี่ยแล้ว ค่าบริการจะตกประมาณ 2,000-3,000 บาท/หัว/เดือน
- ผลประกอบการของบริษัท เดิบโตอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทพยายามเพิ่มสัดส่วนของรายได้ของรถโดยสารของบริษัทเอง ซึ่งมี GPM สูงกว่า การใช้รถร่วม
- หากดูจากสัดส่วนทางการเงิน พบว่าต้นทุนดอกเบี้ยสูงมาก ซึ่งหากลดตรงนี้ไปได้ ตัวเลขกำไรจะดูดีขึ้นมาก อีกทั้งความพยายามในการเพิ่มสัดส่วนรถของบริษัทเอง ก็จะทำให้อัตรากำไรขั้นต้น และอัตรากำไรสุทธิเพิ่มสูงขึ้นได้
- อย่างไรก็ตาม หากดู ROA, ROE ของบริษัท ก็ไม่ได้สูงอย่างที่คิด (ต่ำมากเลยด้วย ROA 2-3% นึกว่าเป็นหุ้นแบงก์-ไฟแนนซ์) ซึ่งส่วนหนึ่ง น่าจะมาจากขนาดของบริษัทที่ยังเล็กมาก มี Market Share ประมาณ 2% ของตลาดในภาคตะวันออก จึงยังไม่เกิดการประหยัดจากขนาด (Economy of Scale) ซึ่งหากบริษัทสามารถขยายจำนวนลูกค้าออกไปได้มากขึ้น ก็จะทำให้ค่าใช้จ่ายต่างๆ ลดลงได้ หรือเพิ่มการ Utilize Asset ได้ดียิ่งขึ้น และทำให้ตัวเลข ROA, ROE ดูดีขึ้นได้
- เงินที่ได้จากการ IPO จะนำไปจ่ายหนี้, ขยาย Fleet รถ, และปรับปรุงระบบ IT เพื่อเสริมสร้างความสามารถทางการแข่งขัน
ไว้ตอนหน้ามาต่อ เรื่องการวิเคราะห์เปรียบเทียบคู่แข่ง และการประเมินมูลค่าครับ
Tuesday, September 1, 2015
Key Investing Variables : กลุ่ม Leasing
1) D/E ต้องไม่สูงจนเกินไป
- สำหรับเช่าซื้อมอเตอร์ไซค์ ไม่น่าเกิน 2.5 เท่า
2) นโยบายการตั้งสำรองลูกหนี้ที่เหมาะสมกับแนวทางธุรกิจของบริษัท
- ต้องติดตาม อายุลูกหนี้ จากหมายเหตุประกอบงบฯ
- ต้องติดตาม NPL
- ต้องติดตาม แนวโน้มการตั้งสำรอง LRR (Loan Reserve Ratio)
3) ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย หรือง่ายๆก็ดูอัตราดอกเบี้ยรับเทียบกับคู่แข่งในตลาด
- NIM (Net Interest Margin)
- Lending Cost
Subscribe to:
Posts (Atom)


















